เมื่อหลานสาวชวนคุณยายอายุ 101 ปี มาเริ่มฝึกเวทเทรนนิง

“คุณยายใช้ชีวิตเอง และเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วมาตลอด แต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา คุณยายเริ่มรู้สึกว่าขาไม่มีแรง

“พอไปหาหมอ หมอให้กินยาแก้ปวด และไม่ให้คุณยายเดิน แต่กินยาแล้วก็ไม่หาย พอเป็นเรื่อย ๆ ก็รู้สึกรำคาญ เราก็เลยพาไปเช็กกับนักกายภาพบำบัด เขาก็บอกว่าถึงแม้จะอายุ 100 ปีแล้ว แต่กล้ามเนื้อคุณยายยังดีมาก ๆ เลย คุณยายยังเดินได้ ยังเวทเทรนนิงได้นะ

“แต่ที่ขาของคุณยายไม่ค่อยมีแรง เพราะมันมีเส้นประสาทที่โดนกระดูกเบียด จากการที่อายุมากขึ้น ก็เลยทำให้รู้สึกชา ๆ เสียว ๆ แต่ไม่ได้ปวด

“คุณยายเป็นคนชอบขยับตัว ชอบเคลื่อนไหวร่างกายอยู่แล้ว แต่ถูกห้ามเดินอยู่หลายเดือน เราก็เลยแนะนำคุณยายว่ามาลองเล่นพิลาทิสดูไหม มันมีเครื่องที่จะช่วยให้ยายขยับตัวได้ถูกต้องมากขึ้น อธิบายให้คุณยายฟังว่าออกกำลังกายแบบนี้แล้วมันดีอย่างไร คุณยายก็เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง แต่ด้วยความรักหลาน เห็นว่าหลานเพิ่งเปิดสตูดิโอใหม่ คุณยายก็เลยมาเจิมให้”

มนุษย์ต่างวัย คุยกับ ครูตาต้า ชลิตา บุญศรีโรจน์ หลานสาววัย 45 ปี ดีกรีครูสอนพิลาทิส ที่ชวนคุณยายเม้า อินทรักษา วัย 101 ปี มาลองเล่นพิลาทิส ไปจนถึงฝึกเวทเทรนนิงเพื่อให้ร่างกายได้ใช้กล้ามเนื้อที่ยังแข็งแรงดีอยู่ ทั้งที่ในชีวิตนี้คุณยายแทบไม่เคยรู้จักการออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาใด ๆ มาก่อน

กล้ามเนื้อยังดี แม้จะอายุ 100 ปี 

“พอคุณยายลองเล่นพิลาทิส เขาก็ทำได้ค่อนข้างเยอะ แล้วก็รู้สึกสนุกด้วย เขาชอบที่ได้ออกแรง จริง ๆ มันก็ไม่ได้ยากนะ เพราะมันมีตัวช่วยซัปพอร์ตผู้สูงอายุด้วย คือถ้าให้เขาลุก-นั่งเฉย ๆ แบบที่นั่งย่อลงไปแล้วยืนขึ้นมา เขาก็อาจจะรู้สึกว่ามันไม่ปลอดภัย กลัวล้ม แต่พิลาทิสช่วยเสริมกำลังกล้ามเนื้อได้ โดยที่บางครั้งก็อาจจะไม่ต้องยืนด้วยซ้ำ มันสามารถนอนเล่นก็ได้ ซึ่งเราก็จะออกแบบให้เหมาะกับร่างกายของแต่ละคนอยู่แล้ว

“คุณยายเป็นคนต่างจังหวัด แล้วยิ่งเป็นคนยุคก่อนด้วย การออกกำลังกายมันเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว ถ้าพูดถึงการออกกำลังกาย เขาก็จะนึกถึงแต่การเล่นกีฬาอย่างเดียว คุณยายก็จะไม่เข้าใจเรื่องการออกกำลังกายหรอก แต่สิ่งที่คุณยายทำคือยืดตัวทุกวัน เมื่อย ๆ มาก็เหยียดขา พับตัวลงไป ก้มศีรษะถึงหัวเข่า ยายเขาทำแบบนี้ตลอด เรื่องใช้ส้วมนั่งยองก็เหมือนกัน การนั่งแบบนี้มันทำให้ความสามารถในการเคลื่อนไหวของเราดีมาก ๆ เพราะมันทำให้ร่างกายสอนตัวเองว่ามันยังต้องใช้งานกล้ามเนื้ออยู่

“เราเน้นให้คุณยายออกกำลังกายที่บ้าน มีการบ้านให้คุณยายฝึกทำ คุณยายเวทเทรนนิงทุกวัน วันละประมาณ 5-10 นาที บางครั้งแค่รู้สึกเมื่อยตัวคุณยายก็ไปยกเวทแล้ว ท่าที่คุณยายทำประจำจะเป็นท่าง่าย ๆ เช่น ลุกนั่งจากเก้าอี้ (Squat)โดยถือน้ำหนักเคตเทิลเบลล์ 4 กิโลกรัมไว้ด้วย ทำท่าพับสะโพก (Hip Hinge) พร้อมถือน้ำหนักเคตเทิลเบลล์ 4 กิโลกรัมไว้เช่นเดียวกัน ยืนเขย่งเท้า นั่งบนเก้าอี้และดึงแขนให้ห่างออกจากกันโดยใช้ยางยืดช่วย และนั่งกับพื้นทำท่าก้มพับลำตัวไปข้างหน้า (Forward Bend) คุณยายเป็นคนน่ารัก อะไรที่เป็นกำลังใจให้กับลูกหลาน เขาก็จะทำเต็มที่”

ยิ่งอายุเยอะ ยิ่งต้องให้ร่างกายได้ใช้งาน 

“ในมุมมองของเรา เวลาผู้สูงอายุทำอะไรก็ตาม มันดูเสี่ยงไปหมด กลัวว่าเขาจะล้ม แต่จริง ๆ เรายิ่งต้องให้เขาทำ ให้เขาได้เคลื่อนไหว เพราะระบบประสาทจะได้รับรู้ว่าร่างกายยังต้องทำอยู่ การไปห้ามผู้สูงอายุ ไม่ให้เขาทำนั่นทำนี่ อย่างแรกเลยใจเขาจะเจ็บ เขาจะรู้สึกว่าเราดูแลเขาเหมือนเด็ก ถ้าไม่ยอมให้เขาใช้กำลังกายเลย กล้ามเนื้อเขาจะฝ่อไปเรื่อย ๆ ดังนั้น ถ้าผู้สูงอายุอยากเดิน ให้เขาเดิน แต่ถ้าเขาไม่อยากเดิน ก็ต้องพาไปเดิน อย่างน้อยต้องให้เขาได้เดินนะ กำหนดไว้สักวันละ 5,000 ก้าว ก็เท่ากับเดินรอบหมู่บ้านใหญ่ ๆ แค่รอบเดียวเอง หรือจะให้เขาพาสัตว์เลี้ยงไปเดินเล่นก็ได้

“ถ้าเราปล่อยให้เขานั่งเฉย ๆ เขาก็จะอยู่แบบนั้นทั้งวัน ให้เขาทำอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ในบ้าน ให้เขาได้ช่วยอะไรเราบ้าง เขาจะได้ฝึกสมอง และรู้สึกว่าตัวเองยังมีคุณค่า เขาอยากทำอะไรให้เขาทำ อย่าไปห้ามเด็ดขาด ยกเว้นว่าเรื่องนั้นมันมีอันตรายถึงชีวิต

“คำว่า ‘สูงวัย’ มันเกิดจากอายุที่มากขึ้นเฉย ๆ อยากให้ดูที่ร่างกายของเราว่ามันสามารถทำได้มากน้อยแค่ไหน แล้วให้ทำมากกว่าที่เรารู้สึกว่าไหวอีกสักนิดหนึ่ง ถ้าไม่อยากเหนื่อยมาก ให้ทำอย่างสม่ำเสมอ เช่น เรารู้สึกว่าเราเดิน 10 นาทีแบบแฮปปี้ได้ทุกวัน แต่ถ้าเราเดิน 30 นาที แบบที่ต้องมีคนบังคับ เดินได้ 2 วัน เราก็เลิกทำแล้ว เราก็เลือกเดิน 10 นาทีดีกว่า

“ถ้าถามว่าออกกำลังกายแค่ไหนถึงจะพอดีกับผู้สูงอายุ อยากให้คิดว่าไม่มีคำว่า ‘ผู้สูงอายุ’ ก่อน เพราะร่างกายของคนเราไม่เท่ากัน เหมือนอย่างคุณยายตอน 80 ก็ยังเดินได้ไกล ได้คล่องเหมือนคนอายุ 40 เลย

ต้นแบบของการมีอายุยืนยาว 

“ต้าปลื้มมากที่ครอบครัวของเราไม่มีคนติดเตียงเลย คุณยายเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าการมีชีวิตยืนยาวแบบที่ไม่ทรมานมันน่าอยู่ ตัวเองยังคิดเลยว่าถ้าจะแก่ก็อยากจะแก่แบบไม่ป่วยเหมือนคุณยาย ปล่อยให้ร่างกายได้เสื่อมไปตามวัย ไม่ใช่เป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรมของเราเอง

“คุณยายแข็งแรงมาตลอด ไม่มีโรคประจำตัวอะไรเลย เพิ่งมาเริ่มกินยาความดันตอน 90 กว่า ๆ เวลามีใครถามว่าคุณยายดูแลตัวเองแบบไหน คุณยายก็จะบอกว่า ‘กินข้าวกับน้ำพริกกับปลาต้มหม้อปลาร้า ส่วนอาหารบำรุงสุขภาพที่เสริมเข้ามา ที่บ้านก็จะให้คุณยายกินน้ำมันงาดำกับโบนบรอธ (น้ำซุปที่ได้จากการเคี่ยวกระดูกสัตว์ ร่วมกับผักหลายชนิด แบบข้ามวันข้ามคืน จนสารอาหารสำคัญ ละลายออกมาอยู่ในน้ำซุป)

“คุณยายไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการนอนหลับ คุณยายเข้านอนเร็ว สองทุ่มก็หลับแล้ว เพราะจะตื่นมาใส่บาตรตอนเช้าทุกวัน

“เดิมยายก็ไม่ได้เป็นคนที่ออกกำลังกายอยู่แล้ว แต่เขาใช้แรงกายมาตลอดชีวิต ทั้งการเดินหาบของหนัก ๆ ไปขาย ทำสวน ทำงานบ้าน หรือแม้กระทั่งการเข้าห้องน้ำ คุณยายก็ยังใช้ส้วมแบบนั่งยองได้ ช่วงอายุ 90 คุณยายก็ยังเดินไปเก็บกระดาษอยู่ ลูกหลานพยายามขอให้หยุด แต่ถ้าหยุด คุณยายก็จะอยู่ไม่ได้ เขาจะหงุดหงิด ฉุนเฉียว ที่บ้านเลยทำข้อตกลงกับคุณยายว่า คุณยายยังไปทำงานได้นะ แต่ไม่ให้เดินไกล และห้ามไปคนเดียว คุณยายเขาก็เลยมีคอมมูนิตี้เพื่อน ๆ รุ่นราวคราวเดียวกันในหมู่บ้าน ที่คอยไปไหน มาไหนเป็นเพื่อนกัน

“เราคิดอยากจะให้คุณยายเป็นโมเดลในการบอกทุกคนว่า จริง ๆ แล้วการจะมี longevity ที่ดี อาศัยแค่การออกกำลังกาย หรือเข้ายิมเพียงอย่างเดียวมันไม่พอ เพราะวันหนึ่งคนเราอาจจะออกกำลังกายได้แค่ประมาณวันละ 1-2 ชั่วโมง แต่ Longevity คือการที่เราต้องทำให้การดูแลสุขภาพกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

การดูแลที่ดี เริ่มที่ความเข้าใจ

“คุณยายบอกว่าทุกวันนี้แค่เห็นลูกหลานอยู่ด้วยกันก็มีความสุขแล้ว ที่บ้านอยู่กันแบบครอบครัวใหญ่มาตลอด คุณยายมีลูกหลายคน และมีหลาน ๆ อีก ช่วงเด็ก ๆ เราก็อยู่กับคุณยาย พอโตขึ้นอาจจะแยกย้ายกันไปบ้าง แต่ตอนฉลองวันเกิดครบ 100 ปีของคุณยาย ทุกคนก็กลับไปหาคุณยายกันหมด ลูกหลานหลายคนก็ยังอยู่ใกล้คุณยาย เรียกได้ว่าทั้งชีวิตคุณยายไม่เคยอยู่คนเดียวเลย

“คุณยายชอบไปเที่ยว คุณยายยังไปแสวงบุญที่อินเดียจนอายุ 90 เขาเล่าให้ฟังว่าเพิ่งจะรู้สึกว่าตัวเองแก่ตอนอายุ 95 ปี เพราะทำอะไรได้ไม่เหมือนเดิม คุณยายเคยป่วยเป็นงูสวัด แล้วทำให้หูของคุณยายไม่ได้ยินไปข้างหนึ่ง แต่ทุกวันนี้คุณยายก็ยังไปปฏิบัติธรรมที่เขาใหญ่เดือนละครั้ง

คุณยายเป็นคนที่อยู่กับปัจจุบัน เขาเคยบอกว่าถ้าอยู่แล้วแข็งแรงแบบนี้ ก็อยู่ได้เรื่อย ๆ แต่ถ้าป่วยก็อยากตายไปเลย เพราะไม่อยากเป็นภาระลูกหลาน

“คุณยายเคยพูดว่าสิ่งที่ไม่คิดว่าจะได้ไปเห็น ก็เห็นมาหมดแล้ว ประเทศที่ไม่คิดว่าจะได้ไปก็ได้ไป ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้นั่งเครื่องบินก็ได้นั่ง เขาก็เลยไม่ได้รู้สึกว่าอยากไปไหนอีก ถ้าพูดกันตรง ๆ ก็คือคุณยายก็เตรียมตัวตายแล้ว ที่บ้านคุยเรื่องนี้เป็นปกติ เพราะคุณยายเขาก็ปฏิบัติธรรมอยู่แล้ว เราก็คุยกันไปจนถึงว่าจะยื้อหรือไม่ยื้อชีวิต จะจากไปแบบไหน

“ไม่ว่าจะเรื่องสุขภาพ หรือเรื่องอะไรก็ตาม ถ้าเราไม่คุยกัน เราไม่มีทางรู้เลยว่าเขาเป็นอย่างไร บางครั้งปัญหาสุขภาพมันไม่ได้เริ่มจากความเจ็บป่วยของร่างกาย แต่มันอาจจะเริ่มมาจากใจที่เจ็บป่วยก็ได้ แค่ความเหงาก็สามารถทำให้ล้มป่วยได้ ดังนั้น ถ้าต้องดูแลใครสักคน ก็พยายามทำความเข้าใจกันให้มาก

“ความเข้าใจเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกที่คนในครอบครัวจะต้องมีให้กัน ต่อให้เราพูดว่ารัก แต่เราไม่คุย ไม่สื่อสารกันเลยก็คงไม่ได้ เหมือนเรารู้สึกว่าเรารักคนคนนี้ เราก็อยากจะให้บางอย่างกับเขา แต่เขาไม่ชอบ แล้วถ้าเราให้เขามาตลอด โดยที่เขาไม่เคยต้องการเลย เขาก็คงไม่คิดหรอกว่าเรารักเขา”

Credits

ผู้เขียน

ถึงจะต่างวัยแต่ก็
อยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ