“หลายคนบอกว่ามากินที่นี่เหมือนได้กินข้าวที่บ้าน รสชาติเหมือนที่พ่อแม่เขาทำ”
นี่อาจเป็นคำชมที่ร้านอาหารสักร้านหนึ่งอยากได้ยินที่สุด เพราะอาหารหนึ่งมื้อไม่ได้ทำหน้าที่เพียงทำให้อิ่มท้อง แต่บางครั้งยังพาใครบางคนย้อนกลับไปหาความทรงจำบางอย่างในบ้านของตัวเอง
ร้าน ‘กาลครั้งหนึ่ง’ ร้านอาหารไทยสไตล์โฮมมี่ในบ้านไม้เก่า ย่านวัดสพานสูง อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เป็นอีกร้านหนึ่งที่ทำให้ลูกค้าหลายคนรู้สึกแบบนั้น
ที่นี่ดูแลโดยสมาชิกครอบครัว 4 คน ได้แก่ ‘ปู่คำนึง’ น.อ. คำนึง น้อยสกุล วัย 85 ปี ‘ย่าพูล’ นวลฉวี บุญเกิด วัย 70 ปี ‘แม่สำราญ เกาะแก้ว’ วัย 71 ปี และ ‘พ่อตู๋’ น.ท. สุรสิทธิ์ เกาะแก้ว วัย 70 ปี
แม้ทั้ง 4 คนจะไม่ได้ผูกพันกันด้วยสายเลือด แต่ต่างเป็นปู่ย่าตายายของหลานคนเดียวกัน จึงค่อย ๆ กลายมาเป็นครอบครัวที่ช่วยกันดูแลร้านแห่งนี้
จากร้านอาหารเล็ก ๆ ที่เคยมีทั้งวันที่ขายดีและวันที่เงียบเหงา วันนี้ ‘กาลครั้งหนึ่ง’ กลายเป็นร้านที่ลูกค้าหลายคนตั้งใจเดินทางมา บางคนมาไกลจากต่างจังหวัด บางคนมานั่งรอเป็นชั่วโมง บางคนมากินแล้วบอกว่า ครั้งหน้าจะพาพ่อแม่มาด้วย
แต่หากมองให้ลึกไปกว่าอาหารและจำนวนลูกค้า ร้านแห่งนี้ยังเป็นพื้นที่ชีวิตของคน 4 คนที่อยู่ในวัยเกษียณ ที่ต่างค้นพบว่าในวัยที่หลายคนคิดว่าควรจะพักผ่อน การมีพื้นที่ให้ตัวเองได้ใช้ประสบการณ์ที่สั่งสมมา ได้ลองทำอะไรบางอย่างที่ไม่เคยทำ ได้พบเจอผู้คนใหม่ ๆ และได้รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำยังมีความหมายกับใครบางคน ก็เป็นความสุขอีกรูปแบบหนึ่งของชีวิต

พื้นที่ชีวิตของครอบครัว
คุณปู่คำนึงเล่าย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นของร้านที่กลายเป็นพื้นที่ชีวิตใหม่ในวัยเกษียณให้ฟังว่า “ผมตั้งใจว่าเกษียณมาแล้วอยากจะพักผ่อน นั่งดูทีวี อ่านหนังสือ ผมสะสมหนังสือไว้เป็นหมื่นเล่ม แต่ลูกชายเขาดึงตัวมา ตอนแรกเขาก็ให้มาช่วยเลี้ยงหลาน พอหลานโตแล้ว ก็เลยได้มาช่วยงานที่ร้าน
“ผมเป็นคนชอบสะสมของเก่ามาตั้งแต่เด็กแล้ว ลูกชายเขาก็ชอบเหมือนกัน เขาก็เลยมาทำร้านเก่า แล้วก็ขายน้ำชา กาแฟ ขนมปังปิ้ง เมื่อก่อนของเก่าเต็มร้านเลยนะ ทีนี้ลูกค้ามาขอซื้อไปจนเกือบหมด ของหมดแล้ว เขาก็ขอซื้อตู้ต่ออีก ตู้ที่เห็นว่าเหลืออยู่ในร้านก็เกือบขายไปแล้วนะ แต่ผมห้ามเขาไว้ บอกว่าให้เก็บเอาไว้โชว์สักอัน
“ตอนนั้นแถวนี้มันก็ไม่ค่อยมีร้านอาหาร ก็เลยคุยกันในครอบครัว แล้วตัดสินใจว่าเปิดเป็นร้านอาหารดีกว่า ช่วงแรกลูกชายเขาก็ดูแลเอง แต่พอเขาได้งานประจำก็ไม่มีเวลามาทำ เขาก็เลยให้ปู่กับย่ามาดูแลต่อ ส่วนชื่อร้านมาจากความบังเอิญที่ลูกชายไปซื้อของเก่า แล้วไปได้ป้ายนี้มา ผมเห็นว่าชื่อมันเข้าท่าดี แล้วก็เข้ากับบรรยากาศบ้านโบราณ ก็เลยใช้ชื่อนี้เลย”
ย่าพูลเล่าเสริมว่า “ตอนแรกย่าก็ห้ามนะ บอกลูกว่าจะมาขายให้ใครตรงนี้มันเงียบ แต่พอดีทางบ้านลูกสะใภ้เขามีพื้นเพอยู่ทางนี้ ก็เลยได้มาทำร้านที่นี่ ตั้งใจให้เป็นร้านของครอบครัว ช่วย ๆ กันดูแล”
ที่นี่จึงค่อย ๆ กลายเป็นเหมือนบ้านอีกหลังที่ครอบครัวช่วยกันดูแล ไม่ใช่แค่ปู่คำนึงกับย่าพูลเท่านั้น แม่สำราญกับพ่อตู๋ก็เข้ามาช่วยดูแลร้านด้วย ทุกคนแบ่งหน้าที่รับผิดชอบกันคนละเล็กละน้อย โดยที่คุณปู่จะเป็นคนดูแลเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ของร้าน คิดราคาอาหาร เก็บเงิน ทำบัญชี คุณย่าเป็นคนชงน้ำ เตรียมวัตถุดิบสำหรับทำอาหาร คอยพูดคุยกับลูกค้า ส่วนแม่สำราญจะเป็นคนคิดเมนู ดูแลเรื่องการทำอาหารและงานครัวทั้งหมด ส่วนพ่อตู๋จะเป็นคนไปเลือกวัตถุดิบ จ่ายตลาด และคอยช่วยเสิร์ฟ
เมื่อประสบการณ์ที่มี ยังนำมาใช้ได้เสมอ
เมื่อทุกคนมีหน้าที่ ร้านเล็ก ๆ แห่งนี้จึงซ่อนรายละเอียดมากมาย ที่คนภายนอกอาจไม่เคยเห็น และสำหรับปู่คำนึง การได้ทำงานที่ร้านไม่ได้มีแค่เรื่องของการช่วยครอบครัว แต่ยังเป็นพื้นที่ให้ได้ใช้ความรู้และประสบการณ์ที่มีอยู่
“เรื่องบัญชี ผมพอทำได้อยู่แล้ว เวลาคิดเลขผมคิดในใจแป๊บเดียว ลูกค้ากินอาหารกี่บาท ให้แบงก์อะไรมา ต้องทอนแบงก์อะไร ตอนเรียนมัธยม ผมสอบวิชาคณิตศาสตร์ได้เต็ม 100 นะ
พอมาทำบัญชีร้านก็คิดเองว่าต้องทำอย่างไร เมนูอาหารและคำแนะนำในการสั่ง ผมก็เป็นคนพิมพ์เอง เพราะมันเกิดปัญหาเวลาลูกค้าสั่งน้ำ สั่งอาหาร ผมก็เลยอธิบายเพื่อขยายความให้เข้าใจมากขึ้น เพราะบางทีคนรุ่นใหม่ รุ่นเก่าก็เรียกไม่เหมือนกัน
“อย่างกาแฟนมร้อนของคนรุ่นใหม่ คนรุ่นผมก็เรียกกาแฟร้อนเฉย ๆ เพราะถ้าจะกินกาแฟดำร้อน เขาก็จะสั่งโอยั๊วะ มันก็เลยทำให้เกิดความสับสน ผมก็เลยพิมพ์คำแนะนำในการสั่งไว้ให้ที่โต๊ะ แต่หลายคนก็ยังถามตลอด เพราะเขาไม่ได้อ่าน ผมจะบอกลูกค้าก่อนว่าอ่านคำแนะนำก่อนนะ เพราะมีคนสั่งผิดบ่อย ถ้าเขาอ่าน เขาสั่งไม่ผิดแน่นอน
“ส่วนบิลสั่งอาหารกับเครื่องดื่มให้เขียนแยกใบ เพราะผมคิดมาแล้วว่า ไม่อยากให้ลูกค้ารอนาน ถ้าเขียนรวมกัน เวลาส่งบิลเข้าไปในครัว ย่าเขาก็จะไม่เห็นเมนูเครื่องดื่ม ลูกค้าก็จะได้เครื่องดื่มช้า เพราะต้องรอให้ในครัวทำกับข้าวเสร็จก่อน มันสะดวกคนทำด้วย สะดวกลูกค้าด้วย บางครั้งถ้าลูกค้าจดมาผิด แล้วมีเวลา ผมจะเขียนให้ใหม่เลย เรื่องพวกนี้ลูกค้าที่มาประจำเขาจะรู้”

ครัวของแม่ โต๊ะของพ่อ
แม่สำราญเล่าถึงที่มาที่ไปในการเข้ามาเป็นหัวเรือใหญ่ที่ดูแลงานครัวในร้านว่า “จริง ๆ แม่ไม่ได้เป็นคนชอบทำอาหารนะ แต่ก็พอทำได้ ตอนนั้นใกล้เกษียณ แล้วลูกเขยเขาทำร้านพอดีก็เลยมาช่วย สูตรอาหารในร้าน แม่เป็นคนคิดทั้งหมด หลายอย่างก็ได้จากการครูพักลักจำตอนสมัยทำงานที่แผนกโภชนาการของโรงเรียนนายเรืออากาศ ช่วงแรก ๆ ที่ทำร้านก็ได้แม่ครัวจากที่นั่นมาช่วย พอใกล้เกษียณเราก็เข้ามาดู มาช่วยเขาทำ จนสุดท้ายก็มาทำเอง
“ถามว่ายากไหม มันไม่ยากนะ ถ้าเราตั้งใจ ดูแป๊บเดียวก็ทำได้เลย แม่จะดูแลเรื่องอาหารทั้งหมด คอยชิมอาหารที่ผู้ช่วยทำว่าตรงตามสูตรไหม ก่อนจะเอาออกไปเสิร์ฟลูกค้า แรก ๆ ก็มีแค่ไม่กี่เมนู แล้วเราก็ค่อย ๆ เพิ่มเมนูขึ้นมาทีหลัง
“ส่วนไข่เจียวปลาอินทรี เป็นเมนูที่ได้ไอเดียมาจากการแนะนำของเพื่อนลูกเขย เขาบอกว่ามันทำง่าย เราก็เลยลองทำดู ดัดแปลงไปมาจนกลายเป็นสูตรของเราเอง ลองทำกินดูก่อน แล้วค่อยเอาไปขาย พอมีรายการต่าง ๆ เข้ามาถ่ายเยอะขึ้น เมนูนี้ก็เลยกลายเป็นที่รู้จัก ไป ๆ มา ๆ มันก็กลายเป็นเมนูยอดนิยม ที่ใครมาก็จะสั่ง

ขณะที่หน้าที่ของพ่อตู๋เปลี่ยนไปเพราะข้อจำกัดของร่างกาย แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่เปลี่ยน คือเขายังอยากกลับมาที่ร้าน “เดิมทีผมเป็นคนจ่ายตลาด แต่พอป่วยเป็นสโตรก ต้องผ่าตัดสมอง ก็เลยให้ย่าเข้ามารับช่วงต่อ ของทุกอย่างผมเป็นคนไปเลือกเอง เราจะใช้จากร้านประจำทั้งหมด ตอนนี้ย่าไปตลาดไม่ไหว เราก็สั่งให้เขามาส่งให้ที่ร้าน
“วัตถุดิบที่เอามาใช้ทำกับข้าว จะใช้ของที่ซื้อจากร้านประจำ อย่างปลาอินทรี พริกแกง ถ้าไปซื้อร้านอื่น พอเราทำออกมา แล้วรสชาติมันก็ไม่เหมือนเดิม”
“พอพ่อดีขึ้น ก็ให้เขาออกมาเจอผู้คน ให้มาคุยกับลูกค้าแล้วก็ช่วยเสิร์ฟ” แม่สำราญเล่าถึงการเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ในร้านของพ่อตู๋

จากวันที่แทบไม่มีลูกค้า สู่วันที่หลายคนยอมรอเป็นชั่วโมง
จากร้านอาหารเล็ก ๆ ขายกับข้าวธรรมดา ๆ ที่มีวันที่ขายดีบ้าง เงียบบ้าง แต่ก็พออยู่กันมาได้ วันหนึ่งเมื่อโซเชียลมีเดียเข้าไปถึง ก็กลายเป็นว่าร้านไม่ใช่ทางผ่าน แต่เป็นหมุดหมายที่หลายคนตั้งใจมาเยือน
ย่าพูลเล่าว่า “ช่วงโควิด-19 ต้องปิดร้านไปเลยนะ พอสถานการณ์มันดีขึ้น ก็กลับมาเปิด ปิด ๆ เปิด ๆ อยู่ 2-3 ครั้ง แต่ก็ยังไม่ค่อยมีคน พอโรคมันหายไปแล้ว คนเริ่มกลับมากิน แล้วเขาคงสงสารย่าแหละมั้ง เพราะเขาเห็นว่าขายไม่ค่อยดี เขาก็เลยถ่ายคลิปไปลงติ๊กต็อกให้”
“เราไม่ได้โปรโมตร้านนะ แต่พอมีคนมาถ่ายลงโซเชียลมีเดียเยอะ หลายคนที่อยู่ไกล ๆ เขาเห็น เขาก็อยากมาลอง จนกลายเป็นว่าคนมาเต็มร้านจนต้องรอคิว” พ่อตู๋เสริม
“ถ้าลูกค้าให้แนะนำเมนู ย่าก็จะบอกให้สั่งไข่เจียวปลาอินทรี พะแนง แกงเลียงกุ้งสด เขียวหวานแห้ง ฯลฯ ส่วนน้ำก็แล้วแต่คนชอบ ย่ามีหลายเมนู บ๊วยโซดา บ๊วยมะนาว โอเลี้ยง โอยั๊วะ ฯลฯ แต่อะไรพวกนี้ย่าไม่เคยทำมาก่อนนะ มาเริ่มหัดทำตอนทำร้านนี่แหละ” ย่าพูลพูดถึงเมนูอาหารและเครื่องดื่มประจำร้านที่อยากแนะนำ
ส่วนฝั่งของแม่สำราญที่เป็นคนดูแลเรื่องอาหารทั้งหมดก็บอกว่า “เราไม่คิดว่าอาหารธรรมดา ๆ อย่างไข่เจียว แกงเลียง พะแนง เขียวหวาน ฯลฯ จะทำให้ลูกค้าชอบมากขนาดนี้ ใครมากินก็บอกว่าอร่อย บางครั้งพอกินเสร็จแล้ว เหลือแต่น้ำแกง ลูกค้าก็ขอห่อกลับบ้าน เขาบอกไม่ได้งกนะ แต่มันอร่อย อยากเอากลับไปกินต่อ แต่ที่ร้านจะไม่มีเมนูเนื้อ เมนูปลา เพราะมันทำยาก มีแค่หมู ทะเล ไก่”

ร้านอาหารที่มากินแล้วทั้งอิ่มท้องและอุ่นใจ
ความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูก ๆ และความตั้งใจจะส่งต่อความสุขให้กับลูกค้า กลายเป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบสำคัญที่ช่วยทำให้กาลครั้งหนึ่งได้ทำหน้าที่เป็นมากกว่าร้านอาหารทั่วไป แต่เป็นเหมือนบ้านของพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ที่แวะไปเยี่ยมเยียนได้เสมอ และในบางครั้งก็เป็นที่ที่ทำให้ความทรงจำดี ๆ ของใครหลายคนหวนกลับมาอีกครั้ง
ปู่คำนึงบอกว่า “ร้านเราก็เปิดมา 10 กว่าปี คนติดใจอาหารหลายอย่าง ลูกค้าบางคนเขาก็ตั้งใจมาจริง ๆ นั่งรอเป็นชั่วโมง เขาก็รอ บางคนมากินคนเดียว เขาก็บอกว่ารอบหน้าจะพาพ่อแม่มาด้วย บางคนอายุมากแล้ว เขาก็อุตส่าห์ให้ลูกหลานพามา เห็นแบบนี้เราก็ดีใจ ก็อยากให้ทุกคนมาลองดู อาจจะทำช้าบ้าง แต่รับรองว่าได้กินอาหารอร่อย
“หลายคนบอกว่ามากินที่นี่เหมือนได้กินข้าวที่บ้าน รสชาติเหมือนที่พ่อแม่เขาทำ เราทำอาหาร ก็คิดกันแค่ว่าอยากให้ถูกปากลูกค้า ถ้าเขากินรสชาติแบบไหน ไม่เผ็ด ไม่หวานก็บอกได้ เพราะเราอยากให้ที่นี่เป็นที่ที่เป็นความทรงจำดี ๆ ของลูกค้า”
จากที่เคยอยากพัก สุดท้ายกลับไม่อยากหยุด
จากคนที่อยากพักผ่อนสบาย ๆ ในวัยเกษียณ แต่ทุกวันนี้การได้อยู่ร้าน ทำบัญชี ได้เจอลูกค้า กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของปู่คำนึงไปแล้ว
“ถ้าหยุดทำงานก็คงจะเหงา อยู่แบบนี้ยังได้เจอผู้คน ได้คุยกับลูกค้าตลอด บางทีก็ได้แลกเปลี่ยนความรู้กัน ทีแรกก็ไม่คิดอยากทำนะ แต่พอทำไปเรื่อย ๆ มันก็รัก คิดอีกทีมันก็เพลินดี พูดง่าย ๆ ก็ลืมแก่ไปเลย”

ส่วนย่าพูลบอกว่า “ย่าอยากทำงาน ย่าเป็นคนชอบทำงาน อยู่เฉยไม่ได้ อะไรทำได้ ย่าทำหมดทุกอย่าง ย่าไม่มีงานอดิเรกอะไร ถ้าไม่ได้ทำงานก็เหงาเลย ถ้าย่าอยู่เฉย ๆ คงจะเป็นโรคซึมเศร้า ถ้ายังไหว ย่าก็จะทำไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหมดแรง ถ้าวันไหนทำไม่ไหวก็คงจะนั่งดู”
แม้แต่แม่สำราญที่ไม่เคยชอบทำอาหาร ก็ได้ทำอาหารอย่างมีความสุขในทุกวัน “ตอนแรกแม่คิดว่าเกษียณแล้วจะได้ไปเที่ยว แต่พอชีวิตมันออกมาในรูปแบบนี้ กลับกลายเป็นว่าเรามีความสุขที่ได้อยู่ตรงนี้ ได้ทำอาหารให้ลูกค้ากิน เวลามีคนชมว่าอาหารเราอร่อย เราก็ดีใจ ไม่เคยคิดเหมือนกันว่าร้านเราจะมาไกลขนาดนี้ ดีใจที่หลายคนรู้จัก บางคนขับรถมาไกลมาก ๆ แต่ก็ไม่ได้กิน เพราะโต๊ะเต็ม เราตั้งใจทำอาหารออกมาให้ดีที่สุด ทำใหม่ ๆ ร้อน ๆ ทุกจาน ถ้าจะให้เตรียมของไว้ล่วงหน้า ก็เตรียมไว้ไม่ได้เยอะ
“อีกอย่างการมาทำงานที่ร้านก็เหมือนได้ทำเพื่อลูกสาวด้วย มันกลายเป็นอีกอย่างในชีวิตที่เราขาดไม่ได้ พ่อเขาก็อยากมาที่ร้าน มาเสิร์ฟอาหารลูกค้า ได้พูด ได้คุย ได้เจอเพื่อน ก็มีความสุขไปอีกแบบหนึ่ง”
สุดท้ายความสุขในวัยเกษียณของแต่ละคนอาจหน้าตาไม่เหมือนกัน แต่สิ่งสำคัญคือการมีพื้นที่บางแห่งให้เราได้ทำบางอย่าง ที่ทำให้รู้สึกว่าตัวเองยังคงมีความหมาย
พิกัด: วัดสพานสูง อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
เปิด : 08:00-16:00 น. (หยุดทุกวันศุกร์)
โทร. 02-5017142
