ฟิตเนสเปลี่ยนชีวิต : ป้ามล อายุ 59 ปี

5 ตุลาคม 2562 | read : INTERVIEW

        “ป้ามล” นฤมล คำเสน อายุ 59 ปี เป็นแม่ค้าร้านขายของชำธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่ทุ่มเวลาแทบจะ 24 ชม. เพื่อดูแลสามี หลานและพ่อกับแม่ที่ป่วยหนัก ด้วยหน้าที่และความรับผิดชอบอันหนักอึ้งในแต่ละวัน ทำให้ป้ามลไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะเหลือเวลาออกกำลังกาย ยิ่งการเข้าฟิตเนสด้วยแล้ว ยิ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยคิด เพราะป้าเชื่อว่าเป็นกิจกรรมของคนรวย จนมาถึงจุดที่ป้ากลายเป็นคนป่วยหนัก จนแทบเอาชีวิตไม่รอด

เส้นทางชีวิตใหม่ของป้ามล 

ตั้งแต่จุดที่ร่างกายแย่ที่สุด สู่จุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ที่สดใสในวัย 50  



มนุษย์ต่างวัย : ป้ามลเริ่มเข้าฟิตเนสมานานหรือยัง?

ป้ามล : ป้าออกกำลังกายมาตั้งแต่อายุ 51–52 ตอนนี้ก็ 7 ปีแล้ว ซึ่งเริ่มแรกเลยป้าเลือกเต้นแอโรบิก โดยรวมเงินกันกับเพื่อน ๆ จ้างครูมาสอนเต้นวันละ 300 บาท พอเต้นแอโรบิกไปได้สักระยะ ครูเขาเปลี่ยนไปสอนที่อื่นเพราะรายได้ดีกว่า ทำให้ป้าต้องหาวิธีออกกำลังกายใหม่ จนมาเจอสตรองยิม ยิมแถวพรานนก ซึ่งไม่ไกลจากบ้านที่ป้าอยู่

ป้ามล : ตอนแรกป้าก็ลังเลนะ คิดมาตลอดว่า “ฟิตเนส” หรือ “ยิม” คือกิจกรรมของคนมีเงินเล่นกัน แต่เราก็อยากจะลองดูเพราะราคาไม่แพงที่สำคัญคือยิมที่นี่ ฟรีเทรนเนอร์ เราก็จะได้ขอความรู้ที่ถูกต้องจากเขาได้ด้วย จากนั้นป้าก็เข้ายิมตลอดต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว 


มนุษย์ต่างวัย : ทำไมถึงตัดสินใจมาออกกำลังกายในวัย 50

ป้ามล : ป้าพูดได้เต็มปากว่า ป้านี้แหละคือผู้หญิงที่ไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้ต้องออกกำลังกาย เพราะเราเป็นแม่ค้าเปิดร้านขายของชำ เรามีหน้าที่และความรับผิดชอบเยอะมาก เพราะนอกจากจะเป็นแม่ค้า ป้าต้องเป็นแม่บ้านดูแลความเรียบร้อยในบ้าน ดูแลสามี ประเด็นสำคัญคือป้าต้องดูแลหลานที่ป่วยมีอาการชักได้ตลอดเวลาทำให้พัฒนาการช้ากว่าเด็กทั่วไป บางทีไปโรงเรียนอยู่ดีดีก็ชักต้องรีบรับกลับไปหาหมอ ใช้ชีวิตอยู่กับโรงพยาบาลมากกว่าบ้านเสียอีก 24 ชั่วโมงของป้าแทบไม่มีเวลาให้นึกถึงตัวเอง จนกระทั่งป้าป่วยหนักมาก ซึ่งเป็นจุดพลิกผันในชีวิตขั้นสุด ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าเราจะตายไม่ได้ คนข้างหลังเรายังมี ถ้าเราไม่อยู่คนที่เหลือจะเป็นอย่างไร นั่นคือจุดเปลี่ยนในชีวิตครั้งยิ่งใหญ่ที่ป้าตัดสินใจออกกำลังกาย 

มนุษย์ต่างวัย : ตอนนั้นป้าป่วยเป็นอะไร?

ป้ามล : จริง ๆ ป้ามีโรคประจำตัวหลายอย่างเช่น ไมเกรน เวลาปวดทีคือทรมานมาก ป้าแทบคุมตัวเองไม่ได้ทั้งดึงผม ทุบหัว มันทรมานมากจริง ๆ แต่จุดพลิกผันเลยคือตอนนั้นป้ากำลังจะนั่งรถไปซื้อของ อยู่ดี ๆ เข่าก็บวมขึ้นมา บวมจนเราลุกขึ้นมายืนไม่ได้ ตอนนั้นในหัวมีแต่ความกลัว กลัวว่าจะตาย กลัวว่าจะไม่มีคนดูแลครอบครัว หมอวินิจฉัยว่า ป้าเป็นโรคไขข้อกระดูกอักเสบ ต้องกินยา แต่ผลข้างเคียงคือจะทำให้เราดำและซูบ ตอนนั้นต้องกินยาเป็น 10 ตัว จนป้าเกิดคำถามในใจว่า เราจะต้องกินยาไปตลอดชีวิตจริง ๆ เหรอ ชีวิตมันไม่มีความสุขเลยเหมือนเรากินยาเพื่อรักษาอาการป่วย แต่ในอนาคตเราก็อาจจะป่วยเพราะไตทำงานหนักอีกก็ได้ 

มนุษย์ต่างวัย : ทุกวันนี้ป้ามลมีเวลาว่างพอจะออกกำลังกายเหรอ หรือว่าไม่ต้องดูแลครอบครัวแล้ว?

ป้ามล : ทุกวันนี้ชีวิตประจำวันของป้าก็ยังยุ่งและงานเยอะเหมือนเดิม ป้ายังเป็นแม่ค้าร้านขายของชำ ป้ายังคงดูแลสามี ดูแลหลาน แต่เพราะหลานเริ่มโตขึ้นอาการป่วยก็ลดลงไปด้วย เช้ามาป้าก็จะตื่นมาเตรียมอาหารให้สามีและหลาน ก่อนจะส่งหลานไปโรงเรียน จากนั้นก็ไปซื้อของเข้ามาขายที่ร้าน สิ่งที่เพิ่มเติมจากชีวิตเมื่อก่อนคือ ช่วงเที่ยง-บ่ายสอง ป้าจะปิดร้านเพื่อมาออกกำลังกายที่ยิม วันละ 2 ชั่วโมง ซึ่งคนแถวนั้นก็จะรู้กันดีว่าถ้ามาเวลานี้ ร้านป้ามลจะปิดให้บริการชั่วคราวนะจ๊ะ เวลาไปยิมป้าก็จะเล่นเวท แล้วก็คาดิโอด้วยการต่อยมวย เห็นอายุขนาดนี้ยังฟิตอยู่เลย (หัวเราะ) พอออกกำลังกายเสร็จแล้ว ป้าก็มาเปิดร้านเป็นแม่ค้าและแม่บ้านต่อ จริง ๆ ป้าแค่จัดการเวลาและหันมารักตัวเองเพิ่มขึ้น เพื่อที่จะได้มีแรงรักคนอื่นต่อได้อีก 


มนุษย์ต่างวัย : การตัดสินใจมาออกกำลังกายเปลี่ยนชีวิตของป้ามลอย่างไร?

ป้ามล : ถ้าถามว่าการออกกำลังกายเปลี่ยนชีวิตอย่างไร ป้าแทบไม่ต้องกินยาเหมือนแต่ก่อน ร่างกายแข็งแรงขึ้นมาก ที่สำคัญคือไม่มีคนเชื่อว่าป้ามลอายุ 59 ปีแล้ว คนที่ยิมน้อง ๆ เรียกกันพี่มล เพราะเขาบอกว่าไม่กล้าเรียกป้า เพราะแข็งแรงมาก แข็งแรงกว่าแม่เขาอีก ป้าก็ปลื้มนะ ดีใจที่เราตัดสินใจถูก ก่อนที่อะไร ๆ จะสายเกินไป

มนุษย์ต่างวัย : อยากให้ป้ามลฝากข้อคิดถึงชาวมนุษย์ต่างวัย

ป้ามล : สิ่งหนึ่งที่ป้าเรียนรู้คือคำว่า “ไม่มีเวลาออกกำลังกาย มันเป็นแค่ข้ออ้าง”  เพราะป้าคิดว่าถ้าแม่ค้าแบบป้าซึ่งแน่นอนยุ่งทั้งวันยังแบ่งเวลามาออกกำลังกายได้วันละ 1- 2 ชั่วโมง คนอื่นจะทำไม่ได้เชียวหรือ ถ้าเราไม่อยากมีชีวิตจบอยู่ที่การหาเงินแล้วเอาไปจ่ายค่านอนโรงพยาบาล แต่อยากมีชีวิตที่ดี เราต้องสร้างเอง อย่าทำลายชีวิตด้วยคำว่า “ไม่มีเวลา” 

RELATED