"วันพรุ่งนี้ต้องดีกว่าเมื่อวาน" กำลังใจจากแม่ ในวันที่ต้องสู้กับวิกฤตโควิด-19

25 กรกฎาคม 2564 | read : SOCIAL

        “ร้านต้นสาคู เปิดมาแล้ว 4 ปีเป็นร้านอาหารฮาลาลที่เราทำกันในครอบครัว ตอนเริ่มต้นก็ไม่รู้ว่าจะประสบความสำเร็จแค่ไหน จนวันนี้ร้านต้นสาคูก็กลายเป็นที่รู้จักและสร้างรายได้หลักให้กับครอบครัว

        "พอมาเจอโควิดทุกอย่างจอดสนิท รายได้หายไปมากกว่า 90% บนศึกหนักที่ร้านต้องเจอสิ่งที่ทำให้ชุบชูกำลังใจได้ดีที่สุดคือ “แม่” แม่พูดและทำให้เห็นเสมอว่า “สู้ให้เต็มที่วันพรุ่งนี้ต้องดีกว่าเมื่อวาน”

        ฉัตรตุรงค์ ณ ตะกั่วทุ่ง หรือ “บูม “อายุ 32 ปี เขาเป็นเจ้าของ 'ร้านต้นสาคู' ร้านอาหารไทยฮาลาล ขวัญใจของทั้งชาวพุทธและมุสลิม เขาตัดสินใจทิ้งอาชีพนักธรณีวิทยาที่ประเทศบรูไน มาเลเซีย และสิงคโปร์ซึ่งเป็นงานที่สร้างรายได้เดือนละหลักแสน เพื่อกลับมาใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว เพราะห่วงว่าการทำงานไกลบ้าน จะทำให้เขาพลาดโอกาสสำคัญในการดูแลครอบครัว เขาจึงตัดสินใจทิ้งงานในต่างแดนเพื่อกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่กับครอบครัว ภายใต้ร้านต้นสาคู

        “ร้านนี้ผมเริ่มต้นด้วยกันกับคุณแม่และคนในครอบครัว เป็นเหมือนความฝันและเส้นทางชีวิตใหม่ เริ่มโดยที่ไม่รู้จะประสบความสำเร็จแค่ไหน แต่รู้แค่ว่านี่จะเป็นพื้นที่ที่เราได้ใช้ชีวิตร่วมกันกับแม่”

ตลอด 4 ปี จากจุดเริ่มต้นจากความฝันกลายเป็นร้านที่ประสบความสำเร็จ

        “ตอนนี้ร้านต้นสาคูเราดำเนินกิจการมาได้ถึง 4 ปีแล้ว กว่าจะมาถึงจุดนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายต้องคอยปรับสูตรกันสารพัด เปิดร้านช่วงแรกแทบจะนั่งคอยลูกค้านับคนได้ในแต่ละวัน

        "จนมาวันนี้เรียกได้ว่าเกินความฝันมาก เพราะร้านเป็นที่รู้จัก กลายเป็นรายได้หลักและรายได้เดียวของครอบครัว ออเดอร์เข้ามาล้นหลาม อย่างเช่น สาคูไก่ ที่เป็นเมนูซิกเนเจอร์ของทางร้าน มียอดออเดอร์วันละไม่ต่ำกว่า 500 กล่อง

        "เราดีใจนะ ที่สิ่งที่ครอบครัวเราสร้างมีลูกค้าชื่นชอบ ติดตามและให้กำลังใจกันตลอดมา”

เมื่อเจอ ‘โควิด’ นั่นคือจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของร้าน

        “จากร้านที่กำลังไปได้สวยต้องบอกตามตรงว่าเหมือนหักโค้ง รอบแรกเรายังรับมือได้ทันเพราะยังมีฐานลูกค้าที่รักและสนับสนุนเราอยู่ ทำให้แม้จะต้องมีการขายออนไลน์ก็ยังมีลูกค้าคอยตามสนับสนุน ตอนนั้นยังพอนั่งในร้านได้ มีการขายออนไลน์มาช่วยก็ทำให้เราไม่กระทบมาก

        “พอมารอบสองเราก็ยังปรับตัวได้อยู่เพราะได้บทเรียนจากรอบแรก ซึ่งก็มีการปรับเป็นการขายออนไลน์เช่นกัน และมีชุด DIY เตรียมวัตถุดิบให้ลูกค้าไปปรุงเอง ก็ได้รับผลตอบรับที่ดี เรียกได้ว่าทั้งสองรอบนี้เราไม่เคยต้องลดเงินเดือนพนักงาน ยังมีเงินจ่ายค่าน้ำค่าไฟ ค่าวัตถุดิบ แม้จะรายได้ลดลง

        “แต่รอบที่ 3 คือสิ่งที่เราแบกรับแทบไม่ไหว รายได้ของร้านหายไปกว่า 90% ความรู้สึกตอนนี้มันอยากร้องไห้นะ เราสับสนเหมือนหาทางออกไม่เจอว่าจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อ”

ถึงเวลาต้องเลือกระหว่าง “ร้านที่เป็นทั้งความฝันและรายได้เดียว” กับ “ความปลอดภัยในครอบครัว”

        “ความหนักใจของเราคือคนทำงานในร้านคือสมาชิกครอบครัวเป็นผู้สูงอายุ แม่ซึ่งเป็นแม่ครัวและเจ้าของสูตรสาคูไก่ก็อายุเกิน 60 ปี น้าสาวที่เป็นเจ้าของสูตรแกงต่างๆ ในร้านก็อายุเกือบจะ 60 ปี ผมเองคือคนที่ต้องไปตลาดเพื่อเลือกวัตถุดิบ เรารู้เลยว่าเราต้องออกไปเสี่ยง

        "ตอนนั้นทุกข์ใจเป็นทวีคูณ กลัวความปลอดภัยของครอบครัว สู้กับยอดขายที่ลดลง หดหู่กับเสียงรถพยาบาลที่วิ่งผ่านหน้าร้านเป็น 10 คันทุกวัน”

ในฐานะที่เป็นครอบครัวชาวมุสลิม สิ่งที่หนักอึ้งในความรู้สึกคือวิถีที่เปลี่ยนไป

        “วิถีที่เปลี่ยนไปแม้จะต้องยอมรับ แต่ลึกๆ มันคือความหดหู่ใจ อย่างเช่นวันสำคัญอีกวันหนึ่งของมุสลิมอีกวันหนึ่งคือ ‘วันตรุษอีดิลอัฎฮา’ ช่วงเวลาที่เราจะพาครอบครัวเดินทางไปที่มัสยิดเพื่อละหมาด พบปะผู้คน และเครือญาติ เดินทางไปเยี่ยมบรรพบุรุษที่หลุมฝังศพ ช่วงนี้เราจะมีการเชือดสัตว์ เหมือนแบบให้คนยากจนที่ไม่มีกินเป็นการบริจาคการเชือดเพื่อพลีทาน

        “แต่ในวันนี้เราต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน ละหมาดอยู่ที่บ้านไม่ได้ออกไปไหน ระวังตัวเองกันอย่างมากที่สุด ภาพเดิมเหล่านั้นมันเหินห่าง หายไปจนแทบจะจำภาพเดิมและความรู้สึกเหล่านั้นไม่ได้แล้วทุกอย่างรอบตัวเปลี่ยนไปหมด เราต้องรับมือกับร้าน กับความปลอดภัย และปรับการปฏิบัติศาสนกิจทางศาสนาชั่วขณะ ตอนนี้อยากให้ทุกอย่างกลับมาเป็นเหมือนเดิมให้เร็วที่สุด”

หันไปทางไหนก็เจอ “แม่” ไม่ว่าปัญหาจะหนักแค่ไหน

        “ผมว่าสิ่งที่ผมโชคดีที่สุดคือการมี “แม่” ตั้งแต่เปิดร้านไม่มีลูกค้าใน 3 เดือนแรก แม่ก็คือคนที่พูดเสมอว่าเรามาช่วยกันปรับ สู้นะทำให้เต็มที่ที่สุดผลจะออกมาเป็นยังไงก็ไม่เป็นไร เป็นคนที่คอยหาวิธีช่วยเราทุกทางให้ร้านไปต่อได้จนประสบความสำเร็จ เรียกได้ว่าเป็นกำลังหลักในการลงมือทำและกำลังใจหลัก

        “ยิ่งพอมาถึงสถานการณ์โควิดที่ร้านดูไปต่อได้ยาก แม่ไม่เคยพูดสักครั้งว่าท้อ แม่ดูแลตัวเองดีมากและดูแลร้านดีมากๆ แม่จะคอยพยายามหาวิธีการทำให้ร้านไปต่อได้

        “ผมไม่เคยเห็นเขาพูดว่าท้อ เขาทำให้เห็นด้วยซ้ำว่าเขาพยายามสู้ แม่บอกตลอดเลยว่า วันนี้ไม่ได้พรุ่งนี้ก็เริ่มใหม่ มันทำให้เราท้อไม่ได้ และพอหันมาทางไหนก็เจอแม่ที่คอยซัพพอร์ตนั่นยิ่งทำให้เราท้อไม่ได้ เราต้องมีพลังที่จะลุกขึ้นสู้ . “เราผ่านเรื่องหนักๆ กันมาหลายรอบ แม้ครั้งนี้จะหนักหนามากที่สุดกว่าทุกครั้ง แต่แม่ก็จะอยู่เคียงข้างให้เราผ่านเหตุการณ์ครั้งนี้ไปให้ได้” 

RELATED