"การไถ่บาปครั้งสุดท้าย" ของชายร่างยักษ์ที่รักลูกสาวยิ่งกว่าสิ่งใดในโลก The Whale 2022

read : SOCIETY

*มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์ของ THE WHALE 2022*

ชายร่างยักษ์กับชีวิตที่แทบไม่เหลืออะไรเลย 

“ชาร์ลี” คืออาจารย์มหาวิทยาลัยคนหนึ่งที่มีชีวิตเหมือนกับคนทั่วไป แต่หลังจากเขากับคนรักเพิ่งจะมีลูกสาวด้วยกันได้ไม่นาน ชาร์ลีก็มีรสนิยมทางเพศเปลี่ยนไป เขาค้นพบว่าตัวเองชอบผู้ชาย จึงตัดสินใจทิ้งครอบครัวไปอยู่กับแฟนหนุ่มที่เป็นลูกศิษย์ของเขา ซึ่งเขาเชื่อว่าความรักครั้งนี้คือสิ่งจริงแท้ที่เขาตามหามานาน แต่ในขณะที่ชีวิตคู่ครั้งใหม่ของชาร์ลีกำลังไปได้สวย แฟนหนุ่มของเขากลับเลือกปลิดชีวิตตัวเองแล้วทิ้งให้เขาใช้ชีวิตที่เหลือเพียงลำพัง ทำให้ชีวิตของชาร์ลีจมสู่จุดตกต่ำที่สุดในชีวิต

ปัจจุบันชาร์ลี ในวัยกลางคนเช่าอพาร์ทเม้นท์หลังเล็ก ๆ อยู่เพียงลำพัง หลังจากเผชิญความสูญเสียที่ร้ายแรง เขากลายเป็นคนกินไม่หยุด จนเป็นโรค “Binge Eating Disorder (BED)” ที่ทำให้น้ำหนักตัวเขาเพิ่มขึ้นถึง 272 กิโลกรัม ส่งผลให้ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงร่างขณะเดิน และตามมาด้วยโรคร้ายแทรกซ้อนมากมาย โดยเฉพาะอาการหัวใจล้มเหลว ที่พร้อมพรากชีวิตเขาได้ทุกเมื่อ เวลาในชีวิตของชาร์ลีส่วนใหญ่หมดไปการกิน จมอยู่กับความเสียใจ และปฏิเสธโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง

โชคดีที่ยังมี “ลิซ” พยาบาลส่วนตัวและเพื่อนสนิทคนสุดท้ายของเขา คอยปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ แต่ชาร์ลีก็ยังรับสอนเขียนเรียงความให้กับนักศึกษามหาวิทยาลัยผ่านคลาสเรียนออนไลน์ ซึ่งทำให้เขาพอมีรายได้เข้ามาบ้าง ทว่าเขาไม่เคยเปิดกล้องระหว่างคลาสเรียนเลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะกลัวทุกคนจะตกใจกับรูปร่างที่แท้จริงของเขา 

โอกาสสุดท้ายที่จะสานสัมพันธ์กับลูกสาว

เมื่อชาร์ลีเริ่มรู้ตัวว่าเขากำลังจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกินสัปดาห์ “แอลลี่” ลูกสาวที่ไม่ได้พบหน้ากันกว่า 10 ปีก็ปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับขู่เข็ญให้เขาช่วยเขียนเรียงความวิจารณ์วรรณกรรมให้เธอ เพราะเธอกำลังจะถูกไล่ออกจากโรงเรียนหากผลการเรียนไม่ดีขึ้น ซึ่งชาร์ลีก็รับปาก และเขาก็หวังจะใช้ โอกาสนี้สานสัมพันธ์กับลูกสาวสุดที่รักก่อนที่เวลาในชีวิตของเขาจะหมดลง

ทว่าโอกาสที่แอลลี่จะให้อภัยผู้เป็นพ่อบังเกิดเกล้านั้นช่างริบหรี่ เพราะตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันเธอจะใช้ทั้งคำพูด และท่าทางเหยียดหยามชาร์ลีสารพัด ทั้งว่าเขาน่ารังเกียจ ถ่ายรูปเขาไปประจานในอินเทอร์เน็ต และถึงขนาดวางยานอนหลับเขา แต่ถึงลูกสาวจะแสดงความเกลียดชังพ่อบังเกิดเกล้าแค่ไหน ชาร์ลีก็ไม่เคยตอบโต้แอลลี่เลย เพราะแม้จะแยกทางกับคนรักมาเป็น 10 ปี ชาร์ลีก็ยังรักลูกสาวคนเดิมนี้เสมอ เขาทั้งถามสารทุกข์สุกดิบ พยายามแสดงความจริงใจ และถึงขั้นเอาเงินเก็บทั้งชีวิตกว่า 120,000 ดอลลาร์มามอบให้ลูกสาวเนื่องจากตัวเขาคงไม่ได้เอาไปใช้อะไรอีกแล้ว แต่นั่นก็ยังไม่สามารถซื้อใจให้ลูกสาวกลับมารักผู้เป็นพ่อได้

ในวันแรกที่ทั้งสองเจอกัน แอลลี่ถึงขนาดให้ชาร์ลีให้เดินมาหาเธอที่หน้าประตู โดยไม่ใช้อุปกรณ์ช่วยพยุง ด้วยความรักลูกสาว ชาร์ลีเลยพยายามแบกร่างยักษ์ของตัวเองตรงไปหาเธอ ซึ่งแน่นอนว่าเขาล้มลงอย่างน่าสงสารตั้งแต่ขยับตัวออกจากโซฟา แอลลี่ไม่แม้แต่เข้ามาดูอาการพ่อ เธอกระแทกประตูจากไปอย่างไม่ไยดี 

ฉากนี้ยิ่งตอกย้ำให้เราเห็นว่า ต่อให้ชาร์ลีจะพยายามแค่ไหน เขาก็ยังคงเป็นผู้ชายที่ทิ้งลูกทิ้งเมียไปหารักอื่น และทำให้ให้ชีวิตของแอลลี่ไม่สมบูรณ์เหมือนกับเด็กคนอื่น จะมากลับตัวกลับใจเป็นคนรักครอบครัวตอนนี้มันก็สายไปแล้วในสายตาของแอลลี่

วาฬและผู้ล่าวาฬ

ด้วยความที่ชาร์ลีเป็นอาจารย์สอนเรื่องการวิจารณ์วรรณกรรม ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงมีการอ้างอิงถึงวรรณกรรมชื่อดังอย่าง “โมบี้ดิ๊ก” ชัดเจน ตั้งแต่ต้นยันท้ายเรื่องเมื่อชาร์ลีมีอาการเฉียดตาย เขาจะหยิบเรียงความวิจารณ์วรรณกรรมโมบี้ดิ๊กชิ้นหนึ่งมาอ่านเสมอ

โดยเรียงความนั้นมีใจความว่า

“ในส่วนแรกของหนังสือ ผู้เขียนที่เรียกตัวเองว่า อิชเมล อยู่ในเมืองเล็กริมชายฝั่ง หลับนอนเตียงเดียวกับชายชื่อควีเคว็ด ผู้เขียนกับควีเคว็ดได้ไปโบสถ์ด้วยกัน จากนั้นพวกเขาออกเรือไป กัปตันเป็นโจรสลัดเอแฮ็บผู้ขาด้วน และกำลังตามฆ่าวาฬสีขาวตัวหนึ่ง ตลอดทั้งเล่มโจรสลัดเอแฮ็บต้องพบความยากลำบากมากมาย โดยทั้งชีวิตเขามีจุดมุ่งหมายเพียงอย่างเดียวคือพยายามฆ่าวาฬตัวนั้น ฉันคิดว่าเศร้ามาก เพราะวาฬตัวนั้นมันไม่ได้มีความรู้สึก มันก็แค่วาฬน่าสงสารตัวหนึ่ง และฉันสงสารเอแฮ็บเหมือนกัน เพราะเขาคิดว่าชีวิตจะดีขึ้นถ้าฆ่ามันได้ ทั้งที่ในความจริงมันไม่แทบไม่มีความหมายเลย หนังสือเล่มนั้นทำให้ฉันนึกถึงชีวิตตัวเอง”

ในตอนแรกภาพยนตร์จะยังไม่บอกว่าใครเป็นคนเขียนเรียงความนี้ ซึ่งผู้ชมอย่างก็เราอาจเข้าใจว่าเป็นงานเขียนของลูกศิษย์ชาร์ลีคนใดคนหนึ่ง ซึ่งชาร์ลีก็ยึดติดกับมันมาก และถ้าเราวิเคราะห์ลงลึกไปในเรื่อง ผู้สร้างภาพยนตร์ได้ใช้วรรณกรรมโมบี้ดิ๊กเป็นตัวแทนความสัมพันธ์ระหว่างชาร์ลีกับแอลลี่ได้อย่างน่าสนใจ

หากร่างกายที่ใหญ่โตของชาร์ลีคือวาฬสีขาวโมบี้ดิ๊ก กัปตันเอแฮ็บก็คือแอลลี่อย่างไม่ต้องสงสัย การที่ชาร์ลีทิ้งครอบครัวไปก็เหมือนทิ้งรอยแผลทางใจไว้ให้ลูกสาว เช่นเดียวกับโมบี้ดิ๊กที่ทำให้กัปตันเอแฮ็บต้องขาด้วน ความสัมพันธ์ของทั้งสองจึงเป็นปรปักษ์กัน และไม่มีวันที่จะสมานรอยแผลที่เกิดขึ้นไปแล้วได้

ความรักอยู่เหนือความเกลียดชังเสมอ

แน่นอนว่าชีวิตของชาร์ลีเต็มไปด้วยความผิดพลาด ทั้งการนอกใจคนรัก ทิ้งลูกสาวให้เติบโตตามลำพัง ไปจนถึงการกินไม่หยุดจนร่างกายมีขนาดใหญ่โต ซึ่งล้วนดูเลวร้ายในสายตาคนหมู่มาก

สิ่งนี้สะท้อนผ่านตัวละครรอบข้างชาร์ลี ทั้ง “โธมัส” มิชานารีหนุ่มที่เสนอตัวจะไถ่บาปให้ชาร์ลี โดยป่าวประกาศว่าที่ชาร์ลีรักเพศเดียวกันคือความผิดต่อพระเจ้าและเขาพยายามให้ชาร์ลียอมรับความผิดดังกล่าวให้ได้ “แดน” พนักงานส่งพิซซ่า ที่แสดง สีหน้ารังเกียจร่างกายของชาร์ลีตอนที่พบกันครั้งแรก และโดยเฉพาะกับ “แอลลี่” ลูกสาวแท้ ๆ ที่มองพ่อด้วยสายตาโกรธแค้นตลอดเวลา “ชาร์ลี” จึงเหมือนคนที่ถูกตีตราจากคนที่พบเห็นในทางที่ไม่ดีเสมอ แต่ภาพยนตร์ก็ได้ตั้งคำถามว่าจิตใจของ ชาร์ลี สมควรถูกเหยียบย่ำขนาดนั้นเลยหรือ ?

ในทางกลับกันชาร์ลีก็ยังคงเชื่อมั่นว่า ต่อให้ชีวิตจะเลวร้ายแค่ไหนก็ตาม ความรักก็เอาชนะความเกลียดชังได้เสมอ และมนุษย์เรามีโอกาสแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดในชีวิตได้หากหัวใจมุ่งมั่นพอ โดยเฉพาะความรักที่เขามีต่อลูกสาว ซึ่งชาร์ลีมองว่าเป็นสิ่งจริงแท้ และซื่อสัตย์ที่สุดที่พ่อสามารถมอบให้ลูกได้ เห็นได้จากเมื่อ “แมรี่” คนรักเก่ามาหาชาร์ลีที่อพาร์ทเม้นท์และบอกว่าแอลลี่เป็นเด็กเกเรที่ทำตัวเหมือน “สัตว์ประหลาด” แต่ ชาร์ลีก็แย้งว่า ลูกสาวของเขา “คือสิ่งที่วิเศษที่สุดในโลกแล้ว”

แม้กระทั่งตอนที่แมรี่ ยื่นคำขาดไม่ให้ชาร์ลีเจอกับแอลลี่อีกต่อไป ชาร์ลีก็ยังไม่ยอมแพ้ เขาอยากแสดงความหวังดีกับลูกสาวจริง ๆ พร้อมกับบอกว่า “ผมแค่อยากจะรู้ว่า ผมได้ทำสิ่งที่ถูกต้องสักครั้งในชีวิต”

ไม่ว่าพ่อจะกลายเป็นอะไร พ่อก็ไม่เคยสิ้นความห่วงใยในตัวลูก

ช่วงท้ายเรื่อง ชาร์ลีตัดสินใจซื่อสัตย์กับตัวเองด้วยการเปิดกล้องให้นักศึกษาเห็นรูปร่างที่แท้จริงของเขา ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนหัวเราะและเอาโทรศัพท์มาถ่ายภาพเขาราวกับสัตว์ประหลาดตัวหนึ่ง ทำให้ชาร์ลีผิดหวังจนเขวี้ยงโน๊ตบุ๊กทิ้งไป แต่ถึงแม้โลกจะทอดทิ้งเขาไปแล้ว ชาร์ลีจะไม่มีวันทอดทิ้งลูกสาวคนหัวแก้วหัวแหวนของเขาแน่นอน

ในตอนสุดท้ายที่ชาร์ลีกำลังจะตาย เขาบอกลูกสาวทั้งน้ำตาว่า “พ่อขอโทษที่ทิ้งลูกไป พ่อแค่มีความรัก ลูกไม่ควรมาเจออะไรแบบนี้ พ่อไม่รู้ว่าพ่อทำแบบนั้นไปได้ยังไง” และเขาก็ขอร้องให้แอลลี่อ่านเรียงความชิ้นเดิมที่เขาชอบอ่านทุกวันให้ฟัง ซึ่งภาพยนตร์ได้เฉลยว่าแอลลี่เป็นคนเขียนเรียงความนั้นด้วยตัวเองเมื่อนานมาแล้ว แต่ชาร์ลีแอบเก็บเอาไว้โดยบอกว่า “เรียงความนี้คือตัวตนของลูก แค่ลูกอ่านให้ฟัง ก็ช่วยพ่อได้มากแล้ว”

แอลลี่ที่กำลังจะจากไปหันกลับมาทั้งน้ำตาก่อนจะอ่านเรียงความนั้นให้ผู้เป็นพ่อฟัง ซึ่งทำให้ชาร์ลีลุกขึ้นมายืนได้อย่างน่าเหลือเชื่อ แต่ก็เป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น เพราะเขาเสียชีวิตทันที !

การที่แอลลี่หันกลับมาย่อมหมายถึงเธอให้อภัยชาร์ลีในระดับหนึ่งแล้ว และถึงแม้จะเป็นวินาทีสุดท้ายในชีวิต แต่เสียงอ่านเรียงความของแอลลี่ เปรียบดั่งเสียงของพระเจ้าผู้ไถ่บาปให้เขา และการที่ชาร์ลีชอบอ่านเรียงความของแอลลี่ซ้ำ ๆ เพราะในสายตาของอาจารย์สอนเขียนเรียงความอย่างเขา สิ่งที่แอลลี่เขียนนั้นจริงใจและซื่อสัตย์ที่สุดยิ่งกว่างานเขียนของลูกศิษย์ทุกคน ที่ชาร์ลีเคยอ่านเสียอีก มันพูดถึงวรรณกรรมเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา ในขณะที่คนอื่นพยายามเขียนสิ่งที่คิดว่าคนอื่นจะพึงพอใจ ทั้งที่มันไม่ได้ออกมาจากความรู้สึกพวกเขาจริง ๆ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ชาร์ลีบอกว่า “ลูกคือคนที่พิเศษที่สุด”

ภาพยนตร์เรื่องนี้คือการที่ตัวละครต่าง ๆ ต้องรับมือกับความเศร้า การสูญเสีย ปัญหาครอบครัว ไปจนถึงเรื่องเพศ แต่สิ่งที่เป็นหัวใจหลักสำคัญคือการไถ่บาปของตัวละคร เพราะไม่ว่าใครต่างก็เคยทำผิดพลาดแต่ไม่มีพระเจ้าที่ไหนสามารถไถ่บาปให้มนุษย์ได้นอกจากมนุษย์ด้วยกัน และจะเป็นเรื่องที่วิเศษมากหากคนคนนั้นเป็นคนในครอบครัว

เหมือนเรียงความวรรณกรรมโมบีดิ๊กข้างต้นที่กล่าวมาข้างต้น ทั้งสองฝั่งต้องให้อภัยซึ่งกันและกันจากใจจริง ซึ่งในมุมของชาร์ลีที่เป็นวาฬก็พยายามพิสูจน์ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ถึงเขาจะไม่ได้อยู่เลี้ยงแอลลี่จนโต แต่เขาก็เฝ้ามองอยู่ห่าง ๆ อย่างห่วงใยเสมอ แบบที่ผู้เป็นพ่อรักลูกสาวจริง ๆ แม้อดีตจะเคยทำผิดต่อเธอก็ตาม ส่วนมุมของแอลลี่ที่เป็นกัปตันเอแฮ็บก็ยังคงยึดติดกับความเคียดแค้น ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าต่อให้จะต่อว่าพ่อด้วยถ้อยคำรุนแรงแค่ไหน หรือต่อให้เขาตายลงไป ชีวิตของเธอก็จะยังว่างเปล่าเหมือนเดิม

โชคยังดีที่แอลลี่ให้อภัยผู้เป็นพ่อในวินาทีสุดท้าย ถึงจะเป็นแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ แต่มันก็เป็นวินาทีที่มีความหมายที่สุดของชาร์ลี หลังจากนี้วาฬโมบีดิ๊กเป็นอิสระจากความผิดของมัน และกำลังแหวกว่ายกลับสู่สวรรค์แล้ว

ขอบคุณภาพจาก : THE WHALE 2022 

Author

นิติภัค วรนิติโกศล

Author

ปรกติไม่ชอบความวุ่นวาย เวลาว่างชอบอ่านหนังสือกับเล่นเกม ความฝันสูงสุดของชีวิตคือการเป็นคนธรรมดาที่มีความสุข

RELATED