“เวลาที่เราไปเยี่ยมไข้ผู้ป่วย เรารู้สึกว่ามันมีความสุขลึก ๆ เกิดขึ้นในใจ จะในฐานะพระสงฆ์ก็ได้ ในฐานะจิตอาสาก็ได้ มันรู้สึกดีที่ได้ไปให้กำลังใจผู้ป่วย ได้เห็นเขามีรอยยิ้ม หลายคนที่เราไปเยี่ยม ไม่นานเขาก็จากไป แต่เราได้เห็นว่าก่อนที่เขาจะจากไป เขาได้ทำบุญ ได้มีรอยยิ้มกับพระ มีรอยยิ้มกับญาติ ความกังวลของเขาหายไป ซึ่งอาตมาคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นสิ่งที่ดีงามสำหรับชีวิตมนุษย์คนหนึ่ง และเป็นเหมือนการสร้างอนุสรณ์ของครอบครัว ก่อนที่เขาจะจากไปด้วย”
ในสายตาของคนทั่วไป ภาพจำของ ‘พระสงฆ์’ มักผูกอยู่กับการเทศน์สอนญาติโยม หรือการประกอบพิธีกรรมอยู่ในวัด โดยเฉพาะในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต ที่พระจะถูกนิมนต์มาสวดเพื่อส่งดวงวิญญาณผู้ล่วงลับสู่สุขคติตามความเชื่อทางศาสนา แต่มีพระกลุ่มหนึ่งเลือกที่จะก้าวออกจากเขตวัด ไปหาผู้คนในวันที่ยังมีลมหายใจ แต่ร่างกายกำลังเผชิญความเจ็บป่วยจนหัวใจเป็นทุกข์ตามไปด้วย เพื่อช่วยให้พวกเขาได้คลายความทุกข์ และพบกับความสงบท่ามกลางความยากลำบาก และหากนั่นคือช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต พวกเขาก็จะได้จากไปด้วยความเบาใจ ไร้ความกังวล และไม่รู้สึกติดค้างอะไรในชีวิต


เรากำลังพูดถึง ‘กลุ่มอาสาคิลานธรรม’ หรือ กลุ่มพระสงฆ์ที่รวมตัวกันเพื่อทำงานอาสาเยี่ยมไข้ข้างเตียงผู้ป่วย โดยมีพระมหาสุเทพ สุทธิญาโณ ประธานกลุ่มอาสาคิลานธรรม เป็นผู้ก่อตั้งและผลักดันให้โครงการนี้เกิดขึ้นและดำเนินมาเรื่อย ๆ เพื่อช่วยเยียวยาความทุกข์ในใจให้กับผู้ป่วย ครอบครัว ญาติพี่น้อง รวมทั้งบุคลากรทางการแพทย์มายาวนานกว่า 18 ปี และขยายโมเดลนี้ออกไปตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ
เส้นทางงานพระอาสาเยี่ยมไข้
จุดเริ่มต้นของแนวคิดนี้เริ่มจากการเข้าเรียนในสาขาวิชา ‘ชีวิตและความตาย’ ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ของพระมหาสุเทพ ซึ่งกระบวนการเรียนการสอนจะเน้นการบ่มเพาะให้ผู้เรียนรู้จักตนเองผ่านหลักธรรมและจิตวิทยา จากนั้นจึงขยายไปสู่การแบ่งปันผู้อื่นผ่านกระบวนการให้คำปรึกษา ต่อมาต้องมีการฝึกให้คำปรึกษาจริงในโรงพยาบาล พระอาจารย์จึงชวนเพื่อนไปลงชื่อเป็นอาสาสมัครที่โรงพยาบาลศิริราชและหลังจากนั้นก็เข้าฝึกงานที่วชิรพยาบาล
จากการลงพื้นที่จริง ได้ไปเยี่ยมไข้ ได้ให้กำลังใจผู้ป่วย ทำให้พระอาจารย์มองเห็นมิติใหม่ของการเป็นพระสงฆ์ ได้เข้าถึงชีวิตผู้คน และได้สัมผัสความสุข ความทุกข์ มากขึ้นขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่


“เราเริ่มไปเยี่ยมไข้จริง ๆ ตอนเดือนสิงหาคมปี 2551 ตอนนั้นไปกัน 2 รูป พอเปิดประตูเข้าไป คนนั่งอยู่เต็มห้องเลย มีทั้งแพทย์ พยาบาล นักจิตวิทยา คนไข้อีก 2-3 คน แล้วก็ญาติผู้ป่วย เราก็พูดคุย ให้คำแนะนำไปเรื่อย ๆ จนครบชั่วโมง พอจบกิจกรรมทางโรงพยาบาลก็ยินดีให้เราได้ไปเยี่ยมไข้ต่อ หลังจากนั้นเราก็ไปเยี่ยมไข้ผู้ป่วยกันทุกเดือน เดือนละ 10 ครั้ง และต่อมาโรงพยาบาลอื่น ๆ ก็เริ่มติดต่อเข้ามาให้เราไปเยี่ยมไข้ผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลเด็ก สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ฯลฯ อาตมาก็เลยชวนเพื่อน ๆ พระสงฆ์ในห้องเรียนมาร่วมกันทำ บางครั้งก็ชวนพระข้างวัด ข้างกุฏิไปบ้าง ทำกันมาเรื่อย ๆ
“การที่พระไปคุย ไปรับสังฆทาน ไปคอยชวนคิด ชวนคุย จนผู้ป่วยคลายความกังวล ตามที่เขาสามารถเข้าใจ และเราสามารถเอื้อเฟื้อเกื้อกูลได้ มันทำให้ผู้ป่วยรู้สึกดี ญาติรู้สึกดี พยาบาลรู้สึกดี พระก็รู้สึกดี มีอยู่ครั้งหนึ่งเราไปเยี่ยมผู้ป่วย แล้วเราถามเขาว่า ถ้าได้กลับบ้านแล้ว เขาอยากทำอะไร โยมก็ตอบว่า ‘อยากไปวัด ไปทำบุญ’ เราก็เลยบอกเขาว่า ‘ตอนนี้วัดอยู่ตรงนี้แล้ว พระอยู่ตรงนี้แล้ว คุยได้ ทำบุญได้’ ความรู้สึกเหล่านี้มันอยู่ในใจและเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดกิจกรรมเยี่ยมไข้ต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้”
ต่อยอดงานจิตอาสาไปสู่สังคมแห่งการใช้ธรรมะดูแลจิตใจ
“พอทำมาสัก 3-4 ปี เราก็เริ่มคิดกันว่าถ้าเรายังอยากทำงานตรงนี้ต่อไป เราก็น่าจะมีชื่อเรียกกันสักชื่อ เพื่อให้เป็นเหมือนสิ่งคล้องใจให้เราทุกคนที่ทำงานอยู่ได้รักษาสิ่งนี้ร่วมกัน ตอนนั้นเรามีการประกวดชื่อ ประกวดโลโก้กัน จนสุดท้ายเราก็ได้ชื่อว่า ‘คิลานธรรม’ ที่หมายถึง ‘ธรรมะสำหรับผู้เจ็บไข้’ สำหรับเราความเจ็บไข้มี 2 มิติ คือ มิติทางกายและมิติทางใจ ซึ่งเวลาที่เราเข้าไปเยี่ยมไข้ เราจะไปแตะในส่วนของการดูแลจิตใจเป็นหลัก
“ปัจจุบันเรามีกลุ่มพระอาสาที่เกาะกลุ่มทำงานด้วยกันอยู่ประมาณ 30 รูป งานของเรา มี 3 ส่วน ส่วนแรกคืองานคลินิก หรือการเยี่ยมไข้ ทั้งการเยี่ยมไข้แบบเดี่ยว สนทนากับผู้ป่วยข้างเตียง และการสนทนากลุ่มพูดคุยกับผู้ป่วยและญาติ และทุกวันนี้งานคลินิกได้ถูกขยายออกไปเป็นรูปแบบออนไลน์ด้วย เพราะช่วงโควิด-19 โรงพยาบาลปิดให้เข้าเยี่ยมไป 3 ปี เราเลยปรับตัวมาให้บริการทางออนไลน์ ด้วยการไปทำกิจกรรม ‘คลินิกรักษ์ใจ’ กับทางสวนโมกข์กรุงเทพ และมีการพัฒนาเป็นศูนย์การปรึกษา มนมันตา ซึ่งให้บริการโดยคฤหัสถ์ทั้งหมด ใครที่มีความทุกข์ ไม่สบายใจ สามารถสมัครเข้าขอรับคำปรึกษาได้จากทั้ง 2 ที่ นอกจากนี้ เรายังเพิ่มบริการทาง on call ด้วย ถ้าสนใจให้พระไปเยี่ยมไข้ก็สามารถติดต่อนัดหมายเข้ามาได้
“งานที่ 2 เป็นงานอบรม ซึ่งเริ่มต้นมาจากการอบรมพยาบาลที่วชิรพยาบาลก่อน หลังจากนั้นเราก็มีการไปอบรมทุกปีในหลาย ๆ ที่ ทั้งอบรมนักศึกษาแพทย์ นักศึกษาพยาบาล พยาบาลวิชาชีพ ฯลฯ เพื่อดูแลใจบุคลากร รวมทั้งให้ความรู้บุคลากรสำหรับไปดูแลผู้ป่วยต่อด้วย


“ส่วนงานที่ 3 เป็นงานถวายความรู้พระสงฆ์ ผ่านโครงการเยียวยาใจด้วยธรรมะ เพื่อพัฒนาบุคลากร สร้างพระสงฆ์ให้ไปทำงานต่อในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งตอนนี้ดำเนินการมาแล้วทั้งหมด 5 รุ่น ใช้เวลารุ่นละ 3 เดือน โดยทุกรูปต้องมาด้วยจิตอาสา ไม่มีการบังคับ ซึ่งพอมีการอบรม มีการเรียนรู้ร่วมกัน ก็เริ่มมีการขยายโมเดลแบบนี้ไปทำในต่างจังหวัด และต่างประเทศด้วย เช่น ที่จังหวัดตรัง หรือสหพันธ์ชาวพุทธสวีเดน”
ยารักษาใจคือการได้ยินความทุกข์ที่ซ่อนอยู่
“เวลาที่พระไปคุย ไปเยี่ยมไข้ผู้ป่วย โดยภาพรวมแล้ว ผู้ป่วยเขาจะสบายใจขึ้น จากการได้พบพระ ทำบุญ ได้รับพร ได้พูด และได้ระบายในสิ่งที่ติดอยู่ในใจ เวลาผู้ป่วยระบายออกมา เราต้องอยู่กับเขา ต้องฟังให้เข้าใจว่าอะไรที่มันกวนใจเขา และชวนเขาดูว่าสิ่งที่กวนใจเขาอยู่ลึก ๆ มันคือความรู้สึกอะไร ถามว่าพอพระไปคุยแล้วเราสามารถแก้ปมให้ผู้ป่วยได้หมดหรือเปล่า ก็ต้องบอกว่าหมดบ้าง ไม่หมดบ้าง บางคนคุยกับพระไปแล้ว เขาก็ยังกลัว ยังกังวลอยู่
“เราทำได้แค่เข้าไปนั่งฟัง ไปให้กำลังใจ และชวนให้เขากลับมาอยู่กับปัจจุบัน นึกถึงคนที่รัก นึกถึงลูกหลานให้มากขึ้น ความกังวลเกี่ยวกับโรคที่เขาเป็น ผลตรวจที่เขารออยู่ มันก็เบาบางลง และมีความสบายใจขึ้นบ้าง
“บางครั้งถึงแม้จะป่วยหนัก แต่ความทุกข์ของคนไข้ก็ไม่ได้เกี่ยวกับความเจ็บป่วยเลย แต่เป็นความกังวลเกี่ยวกับคนที่อยู่ข้างหลัง เป็นเรื่องสัมพันธภาพในครัวเรือน การที่เห็นลูก ๆ ทะเลาะกันเพราะความเจ็บป่วยของตัวเอง ซึ่งในขณะนั้นมันเป็นเรื่องที่กวนใจผู้ป่วยมากกว่าความเป็นความตายของตัวเขาเองเสียอีก ถ้าเรามีโอกาสได้ไปเคลียร์เรื่องพวกนี้ ชวนเขาพูดคุย ปรับความเข้าใจ พอเรื่องราวเหล่านี้มันคลี่คลายลง เขาก็สบายใจขึ้น และเตรียมรับมือกับความเจ็บป่วยของตัวเองได้ดีขึ้น
“มีอยู่ครั้งหนึ่ง พยาบาลขอให้เราไปเยี่ยมคนไข้ แต่คนไข้เขางง เขาตกใจว่าเราไปทำอะไร เราก็เลยมีเงื่อนไขว่าถ้าจะให้เราเข้าไปเยี่ยมผู้ป่วย ขอให้เขารับรู้และเต็มใจก่อน หรือในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถสื่อสารได้ ก็ต้องให้ญาติให้ความยินยอมก่อน ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่รู้ล่วงหน้า เราจะถามไถ่ทั่วไป ไม่คุยลงลึกอะไรมาก เพราะเขาไม่ได้เตรียมใจมาคุยกับเรา ในการรับฟังผู้ป่วยก็มีจุดที่ต้องระวังมาก ๆ เช่นกัน อย่างบางครั้งเพื่อน ๆ พระอาสาเคยเจอประสบการณ์ที่คุยกับผู้ป่วยไปเรื่อย ๆ แล้วเขาเริ่มไม่สบายใจ สีหน้าเขาเปลี่ยน เพราะมันไปแตะความรู้สึกบางอย่างของเขา ซึ่งเราต้องคอยประเมินเรื่องพวกนี้อยู่ตลอด
“บางครั้งเราก็เคยเจอเหตุการณ์ที่ตอนแรกคนไข้บอกว่าเขาพร้อมคุยกับเรา แต่พอถึงเวลาจะคุยจริง ๆ แล้วเขาไม่พร้อม ไม่ว่าจะด้วยสภาพจิตใจหรือสภาพร่างกายของเขาก็ตาม เราก็จะค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนกระบวนการเยี่ยมไข้ตามเหตุการณ์หรือบริบทที่เกิดขึ้นตรงหน้า บางครั้งไปเยี่ยมคนไข้เด็ก คุยไปคุยมา เด็กไม่พร้อมคุย เราก็กลับ”


ผู้เยียวยา ก็ต้องมีพื้นที่เยียวยา
“ในความเป็นมนุษย์ปุถุชนของเรา การที่เราไปรับ ไปได้ยินความทุกข์ของคนอื่นมามาก ๆ มันก็เป็นธรรมดาที่เราจะเกิดรู้สึกตามไปด้วย เช่น คนนี้เขาน่าเห็นใจเหลือเกิน เราก็อดสงสารไม่ได้ ไอ้คำว่า ‘อดสงสารไม่ได้’ นี่แหละคือความทุกข์ ถึงแม้จะเป็นพระ เราก็ยังมีความทุกข์อยู่ แต่พอเรารักที่จะทำแบบนี้ รักที่จะฟังความทุกข์ของผู้อื่น เราก็ต้องสร้างวัคซีนให้ใจตัวเองก่อน เพื่อไม่ให้ทุกข์ของคนอื่นเข้ามาในใจเรามากจนเกินไป ซึ่งมันก็ต้องกลับไปที่ความเข้าใจพื้นฐานก่อนว่า ชีวิตคืออะไร มีความเป็นไปอย่างไร ประโยคที่บอกว่า ‘เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา’ เราก็คงได้ยินกันมาบ่อยแล้วล่ะ แต่การจะเข้าใจมันจริง ๆ ก็ไม่ง่าย
“ตอนที่เราไปฝึกเยี่ยมไข้ใหม่ ๆ เวลากลับมาจากเยี่ยมผู้ป่วย เราก็ชอบมาคิดว่า ‘ทำไมเราไม่พูดคำนั้น หรือทำไมเราพูดคำนั้นออกไป’ ทำไปทำมามันก็กลายเป็นความคาดหวังในตัวเองว่าเราน่าจะช่วยเขาได้มากกว่านี้ ทั้ง ๆ ที่เจตนาของเราคือการไปช่วยเขา อยากให้เขาพ้นจากความทุกข์ แต่พอไปช่วยแล้วเขาไม่ดีขึ้นตามที่เราหวัง เรากลับเป็นทุกข์เอง หรือบางครั้งเขาเล่าถึงความทุกข์ ความลำบากในชีวิตที่เราไม่เคยเจอ เราก็รู้สึกสะเทือนใจ แล้วก็กลับมาทุกข์ กลายเป็นว่าพอเห็นเขาทุกข์ เราก็เลยทุกข์ด้วย แล้วพอเราช่วยอะไรเขาไม่ได้ เราก็ยิ่งทุกข์เข้าไปอีก
“อาตมาเลยฝึกรับมือกับความรู้สึกเหล่านั้น ด้วยการกลับมาเดินทุกวัน เดินไปเรื่อย ๆ เพื่อดึงสติให้มันกลับมาอยู่กับตัว ดึงใจกลับมาอยู่กับปัจจุบัน เพื่อให้เราคิดน้อยลง เป็นการฝึกสติให้เราไม่ฟุ้ง อีกข้อหนึ่งที่ช่วยอาตมาได้มากคือการพิจารณาธรรม โดยเฉพาะหลักธรรมที่บอกว่า ‘ทุกคนมีกรรมของตน’ เขาก็มีกรรมของเขา เราก็มีกรรมของเรา การได้พบกัน การได้มาเกื้อกูลกันนั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว ท้ายที่สุดเราต่างก็ต้องเดินไปตามเส้นทางกรรมของตัวเอง พอพิจารณาบ่อย ๆ มันก็ทำให้เราวางใจได้”
เครือข่ายพระอาสาที่ยึดโยงกันด้วยงานเยียวยาใจ
“พวกเราอยู่กันด้วยงาน เมื่อไรมีงาน มีการพัฒนาบุคลากร เราก็จะมาเจอกันแล้วนั่งสนทนากัน เวลาไม่มีงานทุกคนก็จะกลับไปอยู่ในถิ่นฐานของตน ทำหน้าที่ของตน เราไม่ได้มีออฟฟิศเป็นหลักแหล่งแน่นอนที่ไหน แต่มีเพื่อนพระรูปหนึ่งท่านบอกไว้ว่า ‘ออฟฟิศของคิลานธรรมก็คือหัวใจที่อยู่ในตัวพวกเราทุกคน คือทุกวัดที่มีพระคิลานธรรมนี่แหละ’ เพราะโครงสร้างของเราก็เติบโตมาจากงานจิตอาสา เราพบกันด้วยงาน ถึงเวลางานจบเราก็แยกย้าย
“แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังคงรักษาแก่นของคิลานธรรมไว้อย่างมั่นคง ซึ่งก็คือวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ในการทำงานของเรา ที่เป็นไปเพื่อเป็นการพัฒนาภายในของเราเอง เพื่อการสงเคราะห์เกื้อกูลผู้คนตามกำลังที่เราทำได้ โดยเฉพาะในมิติของความทุกข์ และเป็นไปเพื่อสังฆะ ในยามใดที่เรามีเพื่อนพระตั้งแต่ 2 รูปขึ้นไป ที่มีความรู้สึกคล้าย ๆ กัน เราก็มานั่งคุยกัน ในเรื่องเดียวกัน ภาษาเดียวกัน ในมิติของการดูแลใจ สัมพันธภาพที่ดีงาม การพัฒนาภายใน พัฒนาทักษะ และพัฒนาชีวิต
“ธรรมชาติของการงานจิตอาสา พอทำไปสักพัก พลังมันก็จะถดถอย ดังนั้น พอเวลาผ่านไปสักประมาณ 3 เดือน 5 เดือน หรือ 1 ปี เราจะต้องกลับมาอยู่ด้วยกัน มานั่งสนทนากัน หาวิทยากรมาถวายความรู้ มาเสริมเพิ่มเติมทักษะ เสริมกำลังใจให้เรา เพื่อรักษาความเป็นกลุ่มก้อนของเราไว้
เพราะในการทำงานจิตอาสา เราไม่มีผลประโยชน์อะไรเลย ได้ปัจจัยมาเราก็เอามารวมกันไว้ เพื่อใช้ในการทำงานต่อ สิ่งที่จะช่วยให้ใจเรายังคล้องกันได้เลยเป็นการมานั่งคุยกัน เพื่อให้พระทุกรูปได้รู้สึกว่า การมาอยู่ตรงนี้มันรู้สึกดี มีความสุข ได้พัฒนา และได้สร้างประโยชน์ไปด้วยกัน ในฐานะของการเป็นจิตอาสา ซึ่งจุดนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กลุ่มอาสาคิลานธรรมยังคงเหนียวแน่น และเข้มแข็งมาจนถึงทุกวันนี้”


งานพระทำที่คว้ารางวัลบนเวทีโฆษณา
สิ่งที่เป็นมิติใหม่อีกอย่างหนึ่งของงานคิลานธรรม คือการที่งานอาสาเยี่ยมไข้ในโรงพยาบาลได้รับรางวัล Creativity for Sharing Awards จากเวที Adman Award & Symposium 2025 เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว ซึ่งพระอาจารย์บอกว่าท่านไม่เคยคิดเหมือนกันว่างานที่ทำอยู่จะได้รับรางวัลบนเวทีแบบนี้ “อาตมารู้สึกทึ่งนะที่ได้รับรางวัล เราได้รางวัลโดยที่ไม่ได้ใครเสนอชื่อเข้าไป เพียงแค่เขาเห็นในสิ่งที่เราทำแล้วเขามอบให้ ความรู้สึกมันไม่เหมือนกับการที่เราไปเวทีอื่น ๆ เลย ทุกคนเป็นคนร่วมสมัย ล้ำสมัยมาก ๆ แต่เราเป็นพระ เรากลับได้ไปนั่งอยู่ตรงนั้น
“เรารู้สึกยินดีนะ แล้วการได้รับรางวัลแบบนี้มันก็ทำให้เรากลับมาคิดว่า ภาพของธรรมะหรือภาพของพระก็สามารถอยู่กับความร่วมสมัยได้ เพียงแต่ว่าเราจะทำอย่างไรให้มันกลมกลืนไปกับบริบทของสังคมในปัจจุบัน ให้ทุกคนเห็นว่าธรรมะเป็นประโยชน์และอยู่ร่วมกับชีวิตของเขาได้ ไม่ใช่สิ่งที่ถูกจำกัดขอบเขตไว้ให้อยู่ในบริบทของการเคารพบูชา หรือเป็นของที่แตะต้องได้ยากเท่านั้น มันเป็นอีกมิติหนึ่งในบทบาทของพระสงฆ์และธรรมะที่ยังอยู่ร่วมสมัยไปกับสังคมเสมอ และก่อให้เกิดประโยชน์ได้ตามวิถีที่ควรจะเป็นไป
“ตอนที่เราทำ เราก็ไม่ได้คิดว่ามันเป็นความสร้างสรรค์อะไรนะ แค่คิดว่ามันเป็นงานใหม่ในสังคม ซึ่งจริง ๆ มันก็เป็นงานเดิมที่เราเคยทำกันมาหลายสิบปีแล้ว เพราะเมื่อก่อนโรงพยาบาลยังไม่ทันสมัยมากนัก เวลาญาติโยมเจ็บป่วยเขาก็เข้าวัด แต่พอบ้านเมืองเจริญขึ้น วัด โรงพยาบาล ผู้คน ก็เริ่มแบ่งเป็นสัดส่วน การที่เราทำงานตรงนี้มันเลยเหมือนกับว่าเราได้นำวิถีเดิมมาเติมเต็มกันในรูปแบบใหม่เท่านั้นเอง”
เพราะความไม่แน่นอนคือความแน่นอนของชีวิต
“ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าความทุกข์จะเกิดขึ้นกับเราตอนไหน ตอนนี้ที่เรายังมีร่างกายแข็งแรงอยู่ เราอาจจะรู้สึกว่าไม่เป็นไร แต่เราไม่รู้เลยว่านาทีถัดไปมันจะเกิดอะไรขึ้น อย่างพี่ชายของอาตมาก็ตรวจพบว่าป่วยเป็นมะเร็งตอนอายุ 52 ปี ตอนนั้นเขาก็ร้องห่มร้องไห้ อาตมาก็ได้เข้าไปพูดคุย ให้กำลังใจตามสมควร
“แน่นอนว่าเมื่อความเจ็บป่วยมันเกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวในแง่ของธรรมชาติของชีวิตมันก็ไม่ได้แตกต่างจากความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นกับคนทั่วไป แต่ในแง่ของความรู้สึกมันแตกต่างแน่ ๆ เพราะเรามีความผูกพัน เรามีความเป็นห่วงเป็นใยมากกว่า แต่จากประสบการณ์ที่เราได้ไปเยี่ยมไข้ผู้ป่วยมากมายมาก่อน มันก็เลยทำให้อาตมาได้ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องนี้ พยายามกลับบ้านบ่อยขึ้น เพื่อดูแลทั้งพี่ชายและโยมพ่อให้เหมือนกับการที่เราไปเยี่ยมคนอื่น
“ชีวิตของมนุษย์เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน เราอาจจะแข็งแรงอยู่ดี ๆ แต่ไปตรวจสุขภาพแล้วเจอว่าเป็นมะเร็ง หรือเราใช้ชีวิตอยู่ดี ๆ วันหนึ่งเรากลับเกิดอุบัติเหตุ ขาหัก สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความไม่แน่นอน ที่ทำให้เราเจ็บปวด หวั่นไหว และโหดร้ายกับใจของเรามาก ดังนั้น ก่อนที่ความไม่แน่นอนมันจะมาถึง เราควรตระหนักถึงคุณค่าของการมีชีวิต กลับมาดูแลตัวเอง ดูแลบุคคลอันเป็นที่รักให้มากขึ้น เพราะชีวิตเราอยู่บนพื้นฐานของความไม่รู้ เราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อไร สิ่งที่ดีที่สุดจึงเป็นความไม่ประมาทในชีวิต เมื่อความไม่แน่นอนมาถึง เราจะได้รู้สึกติดค้างในใจน้อยที่สุด”






















