5 บทเรียนเปลี่ยนความสัมพันธ์จาก “พ่อแม่” สู่ “เพื่อนแท้” ของลูก

“ยิ่งโตยิ่งห่าง” หรือเราแค่ “เปลี่ยนบทบาท” ไม่ทัน?

บทเรียนเปลี่ยนความสัมพันธ์จาก “พ่อแม่” สู่ “เพื่อนแท้” ของลูก

หลาย ๆ คนพอรู้โตขึ้นอาจจะกำลังเผชิญกับความรู้สึกว่าทำไมเรากับลูกยิ่งคุยยิ่งทะเลาะ ยิ่งพูดยิ่งไม่เข้าใจ คุยกันคนละภาษาเหมือนอยู่คนละโลก จากเถียงกันเล็ก ๆ น้อย ๆ สะสมกลายเป็นความห่างเหิน

มนุษย์ต่างวัยได้ถอดบทเรียนจาก อ.เกลล์ อลิสา รัญเสวะ นักจิตวิทยาคลินิก เด็กและวัยรุ่น ในรายการ Midlife คลายกังวล Ep.9 เพื่อรีเซ็ตความสัมพันธ์ในบ้านให้กลับมาเป็น “เพื่อนแท้” ที่ลูกไว้ใจ

10 ปีแรกเป็นพ่อแม่ หลังจากนั้นต้อง “จีบ” ลูกใหม่

ในทางจิตวิทยา ช่วง 10 ปีแรกของชีวิตคือการ “ลงแรง” เพื่อปลูกฝังคุณธรรมและตัวตน แต่เมื่อลูกก้าวเข้าสู่อายุ 11 ปีขึ้นไป พ่อแม่ต้อง “ลาออก” จากการเป็นผู้สอน ชี้แนะ แนะนำ แล้วหันมาเป็นเพื่อนแทน ซึ่งเพื่อนต้องไม่สอน ไม่ต่อว่า และพร้อมรับฟัง

“คุณพ่อต้องจีบลูกใหม่ ต้องพยายามเป็นเพื่อนกับลูกให้ได้ นั่นหมายความว่าต้องถามด้วยความสนใจ และรับฟังให้เยอะๆ เพราะการทำงานกับวัยรุ่น หัวใจสำคัญคือการฟัง”

เมื่อลูก “ปีกกล้าขาแข็ง” นั่นคือเครื่องหมายของความสำเร็จ

พ่อแม่หลายคนเจ็บปวดเมื่อลูกเริ่มเถียง หรือมีความคิดเป็นของตัวเอง แต่ในมุมนักจิตวิทยานี่คือสิ่งที่มาถูกทางแล้ว  เพราะนั่นแปลว่าคุณเลี้ยงลูกมาได้ “สำเร็จ” เขาพร้อมที่จะยืนหยัดและมั่นใจในตัวเอง หน้าที่ของเราคือการสร้าง “ปีกและขา” ให้แข็งแรง เพื่อให้เขาบินออกจากรังได้อย่างปลอดภัย ไม่ใช่การขังเขาไว้ในกรงเพราะเราขี้กลัว

แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ พ่อแม่ยุคนี้มักเลี้ยงลูกแบบ “เติบโตบนที่สูง” ประเคนความสบายให้ทุกอย่าง เมื่อลูกใช้ชีวิตต้นทุนสูง พอต้องก้าวเข้าสู่วัยทำงานที่ได้เงินเดือนเริ่มต้น 15,000 บาท เขาจะเกิดอาการ “ไม่กล้าบิน” เพราะช่องว่างระหว่างความสบายที่พ่อแม่ให้ กับความจริงของโลกมันกว้างเกินไปเหมือนตกหน้าผา

ปรับตัวให้เข้ากับโลกของลูก

วิธี “ตีสนิท” กับลูกวัยรุ่นต้องไม่ปรับบุคลิกจนล้ำสมัยจนเกินงาม แต่ต้องไม่เชยจนลูกอายเพื่อน ลองปรึกษาลูกว่า “แม่ทำสีผมอะไรดี” หรือ “กางเกงทรงนี้โอเคไหม” ให้เขารู้สึกว่าเราคือเพื่อนที่เขาภูมิใจจะเดินข้างๆ

ขอคำปรึกษาแทนการสอน ให้เปลี่ยนจาก “พ่อว่าลูกควร…” เป็น “เรื่องนี้ลูกมีความเห็นยังไง พ่ออยากฟัง” เมื่อเขารู้สึกว่าความเห็นเขามีค่า เขาจะเริ่มเปิดใจให้เราเข้าไปอยู่ในโลกของเขา

ลดอคติทางจิตใจ ทุกครั้งที่ลูกเล่าเรื่องที่ขัดใจ (เช่น อยากลองบุหรี่ไฟฟ้า หรือมีแฟน) อย่ารีบตัดสิน ให้ใส่ “วงเล็บ” ความรู้สึกเราไว้ก่อน แล้วรับฟังให้จบ เพื่อให้เขามั่นใจว่าเราคือแหล่งข้อมูลที่ปลอดภัยที่สุดและเราพร้อมรับฟังเขาจริง ๆ

เวลาคุณภาพวัดกันที่ “การสบตา” ไม่ใช่จำนวนชั่วโมง

อย่าเข้าใจผิดว่าการนั่งเฝ้าลูกเรียนพิเศษ หรือขับรถไปรับไปส่งคือเวลาคุณภาพ เพราะใครก็ทำแทนได้เวลาคุณภาพที่แท้จริงคือการ “ทำงานร่วมกับใจของลูก”

มันคือนาทีที่คุณวางมือถือ ปิดทีวี แล้วนั่งสบตาลูกจริงๆ ฟังสิ่งที่เขาพูดด้วยหัวใจ แม้เรื่องนั้นจะดูไร้สาระสำหรับเราก็ตาม การที่คุณนิ่งฟังจนจบโดยไม่แทรก จะทำให้ลูกรู้สึกว่า “เขามีตัวตน” และนั่นคือช่วงเวลาที่เขาจะซึมซับทัศนคติและ Mindset ของเราไปโดยไม่รู้ตัว ความรักที่รับฟังโดยไม่ตัดสินคือสิ่งที่ยึดเหนี่ยวเขาไว้กับเรา

“อึด-ฮึด-สู้” — สอนลูกให้ล้มเป็น

เด็กยุคนี้มักถูกตราหน้าว่าไม่หนักเอาเบาสู้ แต่จริงๆ แล้วพวกเขาแค่ขาด “แบบฝึกหัดความล้มเหลว” เราต้องฝึกให้เขามี Resilience ผ่านสูตร “อึด-ฮึด-สู้”

อึด: ทนกับความผิดหวังได้โดยไม่แตกสลาย (อนุญาตให้เขาร้องไห้และเสียใจได้เต็มที่)

ฮึด: มีแรงบันดาลใจที่จะลุกขึ้นมาลองใหม่อีกครั้ง

สู้: วางแผนใหม่ แก้ไขปัญหาด้วยสติ

“ปฏิกิริยาของพ่อแม่คือตัวกำหนดความหมายของความล้มเหลวสำหรับลูก ถ้าแค่น้ำหกแล้วเราโวยวาย ลูกจะจำว่าความผิดพลาดคือเรื่องคอขาดบาดตาย แต่ถ้าเรายิ้มแล้วบอกว่า ‘ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวเรามาช่วยกันเช็ด’ ลูกจะเรียนรู้ว่าทุกปัญหามีทางแก้ไข”

ลองกลับไปสำรวจตัวเองดูว่าในวันนี้ คุณพร้อมหรือยังที่จะวางหน้ากาก

‘ผู้ปกครอง’ ลง แล้วลองเป็น ‘เพื่อน’ ที่ลูกอยากเดินไปปรึกษามากที่สุด

Credits

Author

  • นันท์นภัส โอดคง

    Creativeครีเอทีฟตัวกลม อารมณ์ดี รักภูเขา หลงรัก จ.เชียงใหม่ ชอบการเดินทาง enjoy กับการกินอาหารท้องถิ่น สนุกกับการรู้จักคนใหม่ๆ อนาคตที่ฝันไว้สูงสุดคืออยากเป็นคนที่ถูกหวย

ถึงจะต่างวัยแต่ก็
อยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ