“การจัดการหรือแก้ปัญหาเรื่องการเงิน  นอกจากวิชาความรู้ มายด์เซ็ตที่ถูกต้อง และพลังใจ  ก็คือการเข้าใจในจังหวะชีวิตของตัวเอง”

“เรื่องเงินไม่ใช่เรื่องที่เราดีดนิ้วแล้วมันจะเกิดการเปลี่ยนแปลง ถ้าเราเจอคนที่มีปัญหาเรื่องหนี้ เราอาจจะออกแผนแก้หนี้ให้เขาได้ แต่การที่เขาจะสู้อยู่บนแผนนั้นมันใช้เวลา

“พอเราเป็นคนที่เคยผ่านเส้นทางนี้มา เราก็เลยเข้าใจคนที่เขาเป็นหนี้ว่า มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะปลดหนี้ แก้หนี้ หรือไม่ใช่ว่าเรามีแผนการเงินที่นำไปสู่ความมั่งคั่งให้ แล้วเขาจะทำตามแผนนั้นได้ทั้งหมด

“จริง ๆ บางคนเป็นคนเก่งอยู่แล้ว ถึงแม้จะมีปัญหา หรือมีหนี้สิน เขาก็มองเห็นเส้นทางที่จะไปต่อได้ แต่เชื่อไหมว่าเขาไม่สามารถคุยเรื่องพวกนี้กับใครได้เลย เพราะฉะนั้นบางทีเราแค่ฟังเขา โดยที่ยังไม่ได้แนะนำอะไร เขาก็สามารถจัดการปัญหาได้แล้ว”

‘โค้ชหนุ่ม’ จักรพงษ์ เมษพันธุ์ โค้ชการเงิน จาก Money Coach เล่าถึงเรื่องราวที่ได้พบเจอและเรียนรู้จากการเป็นโค้ชการเงินมามากกว่า 20 ปี พร้อมแนวคิดดี ๆ ในการจัดการด้านการเงินให้สอดคล้องกับเป้าหมายของชีวิต รวมทั้งการทำให้เรื่อง ‘เงิน’ เป็นเรื่องที่คุยและจัดการร่วมกันได้ภายในครอบครัว

“เวลาคนมาปรึกษาเรื่องการเงิน มันจะมีกรอบใหญ่ ๆ อยู่ 2 กรอบ คือ คนที่เงินไม่พอใช้ และคนที่มีเงินเยอะเกินไป แล้วไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไร

“ถ้าเป็นเมื่อก่อนคนที่ส่งข้อความมาถามว่าเงินไม่พอใช้จะทำอย่างไรดี จะเป็นกลุ่มคนที่มีเงินเดือนอยู่ในช่วงประมาณ 15,000 บาท แต่ทุกวันนี้แม้แต่คนที่มีเงินเดือน 70,000 – 80,000 บาท ก็ยังไม่พอ

“20 ปีที่ผ่านมา ค่านิยมความคิดทางการเงินของคนไทยเปลี่ยนไปมาก เช่น คนเจนฯ X ที่อยู่ในวัย 40-50 ขึ้นไปก็มักจะมีค่านิยมว่าต้องทำงานหนัก เก็บออม อดเปรี้ยวไว้กินหวาน วันนี้ลำบาก แต่วันข้างหน้าเราจะสบาย แต่คนรุ่นใหม่จะคิดว่าความสุขต้องมีตั้งแต่วันนี้ ซึ่งมันก็ไม่ได้ผิดอะไร แต่บางคนอาจจะสุขวันนี้แล้วสุขมากเกินไป จนทำให้เริ่มมีปัญหาเรื่องหนี้สินต่าง ๆ หรือคนเจนฯ Y ที่พอมีรายได้ มีสถานะทางการเงิน ก็จะลงทุนเพื่อการศึกษาของลูกอย่างเต็มที่ ซึ่งเรื่องนี้ถ้าวางแผนไม่ดี อาจสร้างภาระทางการเงินและชีวิตได้พอสมควร

“เวลาที่เราแก้ปัญหาให้คนอื่น เราจะไปส่องไฟแบบไกล ๆ ไม่ได้ เช่น ถ้าตอนนี้เขากำลังขมุกขมัวอยู่กับปัญหา เราจะไปบอกว่าปลายทางมันเคยมีคนที่ทำได้สำเร็จ มีคนที่แก้ปัญหาแล้วมั่งคั่ง ร่ำรวยได้นะ เขาจะไม่เข้าใจ ไม่เห็นภาพ เพราะขนาดของความคิดคนเรามันขึ้นอยู่กับสิ่งที่เขารับรู้ ความรู้ ความเข้าใจในอะไรหลาย ๆ อย่าง รวมถึงปูมหลังที่แต่ละคนมีด้วย ตอนนี้เขาแค่ต้องการไฟส่องให้เขาผ่านปัญหาตรงนี้ไปได้ก่อน พอเขาค่อย ๆ ผ่านปัญหาไปได้ทีละสเตป หนี้เขาลด เงินสดในมือเขาเพิ่มขึ้น มันจะเกิดความเชื่อเล็ก ๆ ขึ้น

“ความเชื่อมันไม่ได้เกิดจากการอ่านหนังสือ How to สักเล่ม หรือเข้าคอร์สปลุกพลังใจ แต่มันคือการที่เรากล้าตัดสินใจทำอะไรเล็ก ๆ  แล้วมันได้ผลลัพธ์ที่โอเค มันจะทำให้เราเริ่มรู้สึกว่ามันเป็นไปได้ เหมือนกับคนที่ไม่เคยเก็บออมได้เลย แล้วเขาเริ่มเก็บเงิน 1,000 บาทแรกได้ เขาก็จะรู้สึกว่าถ้าทำแบบนี้ต่อไป มันก็มีโอกาสถึง 10,000 แล้วพอมันถึง 10,000 ได้ เขาก็จะคิดว่าถ้าอย่างนั้นหลักแสนก็เป็นไปได้

“ผมเคยเจอน้องคนหนึ่ง เขาได้เงินเดือน 9,000 บาท ส่งหนี้ไปแล้ว 8,800 บาทต่อเดือน อยู่ได้ด้วยบัตรกดเงินสด  เขาก็ถามผมว่าเขาจะรอดไหม ผมก็เลยบอกว่ารอดไม่รอดไม่ได้อยู่ที่พี่ แต่อยู่ที่เรา เขามีหนี้อยู่หลายทาง อันดับแรกผมก็ให้เขารวบมาให้เหลือแค่ก้อนเดียว จะได้จัดการได้ง่ายขึ้น เขาก็ไปปรึกษาที่ธนาคาร จนสามารถรวบหนี้จาก 8,800 จนเหลือส่งแค่ 5,500 บาทหลังจากนั้นผมก็เอางบรายจ่ายเขามาดูว่ามีค่าอะไรบ้าง ก็ไปเจอว่าเขาจ่ายค่าบุหรี่ ก็เลยแซวเขาไปว่าแบบนี้จัดการได้อยู่แล้วล่ะ ใช้หนี้แล้วยังมีเงินซื้อบุหรี่อยู่เลย ผมเพิ่งมารู้ทีหลังว่าหลังจากวันนั้นเขาก็หักดิบเลิกบุหรี่ไปเลย

“วันหนึ่งเขาก็ถามผมว่าคนจบม.6 เรียนลงทุนได้ไหม แล้วเขาก็มาเรียนลงทุนในกองทุนรวม ใช้เวลาประมาณ 2 ปี เขาก็มีเงินเก็บ 10,000 บาทแรกในชีวิต พอครบ 5 ปี เขาก็มีเงินเก็บ 1 ล้านแรก แล้วพอครบ 7 ปี เขามีเงินเก็บ 2 ล้าน และปลดหนี้เดิมที่มีอยู่ให้กลายเป็นศูนย์ได้

“ส่วนการจัดการเรื่องการเงินในบ้าน ผมจะบอกทุกคนในบ้านว่าเรื่องเงินต้องเป็นเรื่องที่ครอบครัวพูดคุยกันได้ เมื่อไรก็ตามที่พ่อแม่พูดคุยกัน ต้องไม่เห็นภาพของการทะเลาะเบาะแว้ง เราจะคุยกันอย่างมีวุฒิภาวะ มีเยอะหรือมีน้อยก็ต้องยอมรับความจริง และคุยกับลูกอย่างตรงไปตรงมา อย่าปกปิด แต่ให้เขารู้และร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่จะได้ช่วยเรื่องของการเงินครอบครัว ไม่ต้องช่วยหาเงินหรอก แค่ช่วยประหยัด หรือช่วยเรื่องอิ่น ๆ ก็ได้

“พ่อแม่ต้องทำตัวให้เป็นตัวอย่าง เราจะเป็นครอบครัวคนธรรมดา ไม่ใช่ครอบครัวที่บอกลูกว่าอยากได้อะไรก็ซื้อ อยากได้อะไรก็ได้ ถึงแม้ว่าเราจะมีเงิน แต่เราจะไม่สอนลูกแบบนั้น เราบอกเขาว่าเงินเป็นเครื่องสนับสนุนชีวิต ดังนั้นมันจะเป็นเรื่องแย่มาก ถ้าลูกไม่ได้คิดเรื่องโจทย์ชีวิตก่อนว่าอะไรที่จำเป็นต้องมี จำเป็นต้องใช้ หรือเราอยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้เพราะอะไร ถ้าลูกบอกว่าเขาอยากสนุก เขาก็เลยใช้จ่าย พ่อแม่ก็รับได้นะ เพราะเราไม่ได้หาเงินมาเพื่อจะเก็บสะสมอย่างเดียว

“พอลูกเข้าประถมปลายเราก็สอนให้เขาดูแลรักษาของ มันไม่ใช่การประหยัดแต่มันคือความคุ้มค่า และพอเขาขึ้นมัธยมเราก็เริ่มให้เงินเป็นรายเดือน แล้วถ้าเขาอยากจะได้เงินเดือนหน้า ก็ต้องเอางบการเงินของเดือนนี้มาส่ง และต้องมีเหลือเก็บไว้เพื่อใช้จ่ายในสิ่งที่อยากได้โดยไม่ต้องรบกวนพ่อแม่

“ผมเคยรู้สึกว่าชีวิตมันเป็นเรื่องที่ออกแบบได้ทั้งหมด มันวางแผนให้เป็นไปดั่งใจเราได้ทุกอย่าง คุณจะต้องมีความฉลาดที่จะวางทุกอย่างให้มันเป็นไปอย่างที่คุณต้องการให้ได้ พอมาถึงวันนี้ เราผ่านความหวังที่ไม่เป็นจริง เป้าหมายที่ทำไม่ได้ แล้วเราก็พบว่าชีวิตมันคือการผจญภัย เรากะเกณฑ์บางอย่างได้บางส่วน ในวัยเด็กเราอาจเคยคิดว่า เราเป็นซูเปอร์แมนที่ทำได้ทุกอย่าง แต่ในวันนี้เราคิดว่า บางเรื่องต่อให้เราทำได้ เราก็จะไม่ทำ เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่เราอยากได้ อยากเป็น และเมื่อมันกะเกณฑ์ไม่ได้ เราก็มีหน้าที่ที่จะต้องยอมรับและทำความเข้าใจในวันที่หลายสิ่ง หลายอย่างไม่ได้เป็นไปตามที่เรากะเกณฑ์ อยู่กับมันให้ได้ ค่อย ๆ ปรับตัว และทำความเข้าใจกับทุก ๆ ชีวิตที่มันมีความหลากหลายมากขึ้น เราไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน แค่หาจุดตรงกลางที่เราอยู่แล้วมีความสุข”

รับชมคลิปสัมภาษณ์ได้ที่นี่

“ชีวิตไม่ว่าจะสั้นหรือยาว ก็อยากให้จอยกว่าเดิม”

ชวนมา “ลอง” พบกับประสบการณ์ที่จะทำให้มอง Longevity ในมุมใหม่

“ลอง” ตั้งคำถามกับชีวิตที่อาจยืนยาวกว่าที่คิด

“ลอง” หาไอเดียใหม่ ๆ ในการดูแลต้นทุนชีวิตให้มั่นคงมากขึ้น

“ลอง” เริ่มเปลี่ยนตั้งแต่วันนี้ เพื่อหาเหตุผลที่ทำให้เราอยากตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตในทุกวันพรุ่งนี้

พบกับ ‘โค้ชหนุ่ม’ จักรพงษ์ เมษพันธุ์

ได้ที่งานมนุษย์ต่างวัย Fest 2026 ‘ลองGEVITY อยู่กันไปยาว ๆ ให้จอยกว่าเดิม’

12-14 มิถุนายน 2569

Impact Exhibition Center Hall 6

เปิดให้ลงทะเบียนเข้างานแล้ว

คลิกเพื่อลงทะเบียน

Credits

Author

  • มนุษย์ต่างวัย

    Authorพื้นที่ถ่ายทอดเรื่องราวของสังคมสูงวัยในมุมที่สนุก สร้างสรรค์ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนทุกวัย

ถึงจะต่างวัยแต่ก็
อยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ