ผมตั้งใจไว้แล้วว่าจะดูแลตัวเองให้ดีที่สุด เพื่อไม่ต้องเป็น “ภาระ” กับลูก

“ผมเริ่มวางแผนทางการเงินตอนอายุ 40 เพราะเรามองว่าชีวิตหลังเกษียณจะอยู่อย่างไรเพื่อไม่ให้คนในครอบครัวต้องเดือดร้อน และยังสานฝันให้ครอบครัวได้แม้เราจากไป”

มนุษย์ต่างวัยคุยกับ ‘ปาป้าเชา’ ชวลิต จริตธรรม วัย 65 ปี เจ้าของร้าน Pa Pa’ Chao Cafe & Make up studio อดีตผู้บริหารบริษัทที่ผันตัวมาทำร้านกาแฟ ร้านที่รวมเอาความฝันเล็กๆ ทั้งของตัวเองและลูกสาวมาไว้ด้วยกัน

ในวันที่ประชากรมากกว่า 20% ของประเทศไทยกำลัง “สูงอายุ” ขึ้นเรื่อยๆ ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนเจนฯ ลูก นอกจากจะต้องเหนื่อยกับการตามฝันของตัวเอง พวกเขายังอาจต้องเหนื่อยกับการดูแลผู้ใหญ่ในบ้าน โดยเฉพาะในวันที่พ่อแม่เริ่มแก่ชราและเจ็บป่วย เพื่อให้ลูกสามารถเติบโตไปบนเส้นทางความฝันของตัวเองโดยไม่ต้องมีห่วง ปาป้าเชาจึงวางแผนชีวิตตั้งแต่ก่อนเกษียณ ด้วยจุดมุ่งหมายที่ว่า อยากดูแลตัวเองให้ได้มากที่สุด เพื่อจะได้ไม่เป็นภาระของลูก

 ถ้าต้องอยู่อีก 20 ปี จะอยู่อย่างไรให้มีความสุขและหากเราไม่อยู่ ครอบครัวยังคงมีความสุข

ปาป้าเชา – ชวลิต จริตธรรม วัย 65 ปี เล่าย้อนไปว่า ก่อนที่จะมาเปิดร้านกาแฟเล็กๆ กับลูกสาว ตนเองเกษียณมาด้วยตำแหน่งผู้บริหารในบริษัทเอกชน ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้เติบโตมาในครอบครัวที่ร่ำรวย ต้องไปอาศัยวัดเพื่อเรียนหนังสือ พอเรียนจบก็ดิ้นรนสร้างเนื้อสร้างตัวมาตลอด

“สมัยนั้นยังไม่มีคำว่าแผนเกษียณเลย เพราะสิ่งเดียวที่เรานึกถึง คือทำอย่างไรก็ได้ให้ครอบครัวสบาย ให้เรามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จนกระทั่งอายุ 40 ปี ตอนนั้นเราก็มีครอบครัวและลูก ก็เกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า ถ้าหลังอายุ 60 ไปแล้ว เราไม่ได้ทำงานประจำ เราจะอยู่ต่อไปอีก 10 – 20 ปี โดยไม่ให้ครอบครัวเดือดร้อนได้อย่างไร

“มองย้อนไปตอนนั้น เพื่อนๆ ทุกคนล้วนมีหลักประกันที่ดีกันหมดเพราะเป็นข้าราชการ สมัยนั้นมีเพื่อน 10 คน เป็นข้าราชการไปแล้ว 8 คน เพราะฉะนั้นคนกลุ่มนี้เขามีบำนาญไปตลอดชีวิต แต่เราที่เลือกทำงานเอกชนเพราะอยากได้สภาพคล่อง ดังนั้นจำนวนเงินรายเดือนที่ได้มามากกว่าเพื่อนก็จริง แต่เราก็มีความเสี่ยง เพราะถ้าเราไม่ได้ทำงานต่อหรือเกษียณออกมา เราไม่มีบำนาญ เราไม่มีสิทธิ์รักษาพยาบาลแบบข้าราชการ มีแต่สิทธิ์ที่เป็นหลักประกันสุขภาพพื้นฐาน ซึ่งอาจไม่ครอบคลุมในบางกรณี เช่น ค่าใช้จ่ายในการพักฟื้นต่างๆ

“ตอนนั้นเลยลองคิดดูว่าถ้าเราไม่วางแผน วันหนึ่งที่เกิดเจ็บป่วยหนักขึ้นมา ไม่ได้ทำงาน เงินที่เก็บมาทั้งหมดจะเพียงพอต่อการรักษาแค่ไหน สุดท้ายพอเราหายดี แต่เงินหมด แล้วเราจะอยู่ต่ออย่างไร เราจะสร้างความลำบากให้ครอบครัวไหม ผมเลยตัดสินใจว่าแผนเกษียณเป็นสิ่งที่ต้องวางไว้ตั้งแต่ยังไม่เกษียณ เพื่อให้เรามีความพร้อมและสบายใจที่สุด เพื่อไม่เป็นภาระกับใครในวันข้างหน้า ผมจึงเริ่มเก็บเงินเกษียณในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่อายุ 40 จนถึงปัจจุบันก็ 25 ปี แล้ว

ไม่ได้มีลูกเพื่อให้เลี้ยงดูเราในยามแก่ แต่มีลูกเพื่อให้เขาได้มีความสุข

“ค่านิยมไทยที่ว่าแก่ไปแล้วจะให้ลูกเลี้ยง ผมมองว่ามันขึ้นอยู่กับพื้นฐานของแต่ละครอบครัว หากครอบครัวมีความพร้อม ฐานะร่ำรวย เขาอาจจะไม่คิดถึงเรื่องการให้ลูกมาดูแล แต่สำหรับบางครอบครัวที่ต้องหาเช้ากินค่ำ พ่อแม่ก็อาจจะมุ่งทำงานส่งให้ลูกเรียน เพื่อที่ว่าในอนาคตลูกอาจจะกลับมาดูแลเขาในวันที่แก่เฒ่าและไม่สามารถทำงานหรือไม่มีรายได้ ซึ่งสำหรับกรณีหลังนี้ ในวันที่พ่อแม่ป่วย แม้รัฐบาลจะมีสวัสดิการในการรักษาพยาบาล แต่ก็ไม่ได้ครอบคลุมทุกอย่าง ค่าใช้จ่ายก็จะตกมาอยู่กับลูก

“ยิ่งยุคสมัยนี้สภาพเศรษฐกิจหลายๆ อย่าง ส่งผลให้ค่าครองชีพสูง สวนทางกับค่าตอบแทน ลูกๆ ที่ยังสร้างเนื้อสร้างตัวไม่ได้ แต่ต้องมาดูแลหนี้สิน หรือค่าใช้ต่างๆ ของพ่อแม่ไปด้วย ก็มีส่วนที่ทำให้ความฝันหรือการสร้างฐานะเป็นไปได้ยากขึ้น จนกลายเป็นกระแสที่วัยรุ่นมักพูดกันว่า ‘กตัญญูค้ำคอ’ ซึ่งเป็นประเด็นที่ค่อนข้างอ่อนไหวทั้งสำหรับลูกและคนที่เป็นพ่อแม่

“สำหรับผม ผมคิดว่าการเตรียมตัวสำหรับการเกษียณเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องเตรียมความพร้อม เพราะผมไม่ได้มองการมีลูกว่าจะทำให้เรามีคนดูแลตอนแก่ แต่มองว่าการมีลูกคือความสุขและการเติมเต็มคุณค่าความหมายในชีวิตที่เราอยากเห็นเขาเติบโตไปอย่างที่เขาวาดฝัน

“ลูกสาวของผมเขาก็มีความฝันในการทำงานที่เขารัก เขาอยากเป็นเมกอัพอาร์ติสท์ ซึ่งเราก็เริ่มทำร้านเล็กๆ ด้วยกัน ชั้นล่างเป็นร้านกาแฟของพ่อ และชั้นบนเป็นสตูดิโอสอนแต่งหน้าของลูกสาว เราก็ไม่ได้อยากให้ความฝันเขาสะดุดเพียงเพราะต้องมากังวลค่าใช้จ่ายที่ต้องดูแลพ่อแม่ แม้เขาจะเต็มใจอยากดูแลพ่ออย่างเต็มที่ก็ตาม”

แผนเกษียณ แผนชีวิต

“ช่วงที่ผมวางแผนเกษียณ เป็นช่วงที่รัฐบาลเองก็กำลังรณรงค์ให้ประชาชนออมเงิน และมีนโยบายลดหย่อนภาษี ผมจึงได้เริ่มเก็บเงินในรูปแบบกองทุน ซึ่งทำให้เราได้ลดหย่อนภาษีไปด้วยและได้เก็บเงินมีผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นจากเงินออมด้วย

“นอกเหนือจากนั้นก็เริ่มศึกษาเรื่องการทำประกัน เพราะเชื่อว่าการมีประกันที่ครอบคลุมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของชีวิต ในวันที่เจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุ ก็จะช่วยให้เรายังสามารถมีเงินสำรองในการดูแลตัวเองได้โดยไม่ต้องเอาเงินเก็บมาใช้

“คนสมัยก่อนจะเชื่อว่าการพูดถึงการเตรียมตัวตาย การซื้อประกัน คือความไม่มงคลและแช่งตัวเองให้ตาย คนสมัยก่อนเน้นเก็บเงินสดมากกว่าที่จะไปซื้อประกัน

“ต้องบอกว่าผมมองต่างออกไป ผมวางว่าประกันเป็นการบริหารจัดการเงินรูปแบบหนึ่งที่ตอบโจทย์ความต้องการได้หลากหลาย ทั้งช่วยลดความเสี่ยงกับภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล เป็นเงินออมเอาไว้ใช้ในยามเกษียณ หรือเป็นเงินมรดกให้ลูกได้ในอนาคตเมื่อเราจากไป

“นอกจากเรื่องเงิน สิ่งที่ให้ความสำคัญคือเรื่องการดูแลร่างกาย ผมดูแลร่างกายตัวเองอย่างดีที่สุด ทั้งวิ่งมาราธอน ปั่นจักรยาน รวมถึงบริจาคเลือดต่อเนื่องมาแล้ว 85 ครั้ง เพื่อเป็นการเช็กความแข็งแรง เพราะร่างกายที่แข็งแรงเป็นหนึ่งในการเตรียมตัวเกษียณขั้นพื้นฐานที่ทุกคนสามารถทำได้”


ดูแลตัวเอง ดูแลครอบครัว

“ผมมองว่าในอนาคต มีโอกาสเป็นไปได้สูงที่เราอาจเจ็บป่วยได้เนื่องจากสภาพแวดล้อมและอาหารการกิน รวมถึงวัย ผมก็จะมองถึงประกันที่ครอบคลุมถึงเรื่องโรคร้ายแรง และประกันสุขภาพทั่วไป เพราะยิ่งอายุเพิ่มขึ้น ก็มีโอกาสที่จะเจ็บป่วยมากขึ้น ไม่เหมือนวัยรุ่นที่สุขภาพยังดีเพราะอายุยังน้อย โอกาสที่จะเกิดโรคต่างๆ หรือเจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาลก็มีน้อยกว่าวัยเกษียณ

“ผมมองว่าการทำประกันไม่ใช่การทุ่มซื้อเพื่อคุ้มครองทุกความเสี่ยง แต่เราต้องมีที่ปรึกษาที่ไว้ใจได้ ต้องเลือกกรมธรรณ์ที่ตอบโจทย์กับค่าใช้จ่ายของตัวเองด้วย”

สิ่งที่เตรียมไว้ก็เพื่อว่าในวันที่เราไม่อยู่ จะเหลือทุนให้ลูกได้ทำตามความฝัน

“ผมมาเปิดร้านกาแฟก็ทำให้มีรายได้หลังเกษียณ นอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรง จิตใจมีความสุข ยังทำให้เราไม่ต้องเอาเงินเก่ามาใช้อย่างเดียว เรายังสามารถหารายได้ใหม่เข้ามาทุกวัน ซึ่งรายได้นี้ก็จะกลายมาเป็นเงินเก็บสำหรับอนาคตต่อไป ส่วนการวางแผนล่วงหน้าที่เราทำเอาไว้ มาถึงวันนี้เราก็มั่นใจว่าถ้าเราเจ็บป่วย เราจะมีเงินสำรองในการรักษาตัว การวางแผนเกษียณไม่เพียงแต่เป็นการดูแลตัวเราให้ดีที่สุด แต่ผมยังตั้งใจว่าสิ่งที่ทำทั้งหมดนี้จะเป็นมรดกก้อนสุดท้ายที่จะทิ้งไว้ให้ลูกเป็นทุนให้เขาได้เดินตามเส้นทางความฝันต่อในวันที่ผมจากไปแล้ว”

วางแผนมรดกเพื่อเป็นทุนให้ครอบครัวด้วยประกันชีวิต เคเคพีเจน อินฟินิท เวลท์ 90/5 ซีไอ แคร์ พลัส

ประกันชีวิตที่ให้ทั้งความคุ้มครองชีวิตถึงอายุ 90 ปี พร้อมความคุ้มครอง 32 โรคร้ายแรง ถึงอายุ 80 ปี

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://bit.ly/3KPnBPx

มีเงินใช้หลังวัยเกษียณด้วย ประกันชีวิตแบบบำนาญ เคเคพีเจน อินฟินิท 88/5

ประกันชีวิตที่ให้ความคุ้มครองชีวิต และผลตอบแทนเป็นเงินบำนาญรายปีตั้งแต่อายุ 55-88 ปี ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 300,000 บาท (ตามเงื่อนไขที่ กรมสรรพากรกำหนด)

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://bit.ly/3rT2q6t

Credits

Author

  • มนุษย์ต่างวัย

    Authorพื้นที่ถ่ายทอดเรื่องราวของสังคมสูงวัยในมุมที่สนุก สร้างสรรค์ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนทุกวัย

ถึงจะต่างวัยแต่ก็
อยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ