มะเร็งลำไส้ โรคต้องระวังของคนวัย 50+

“มะเร็งลำไส้เป็นโรคร้ายที่พบมากเป็นอันดับ 3 ของคนไทย และพบมากในเพศชายมากกว่าเพศหญิง เราจะเริ่มมีความเสี่ยงของโรคมะเร็งตั้งแต่อายุ 50 ปี ซึ่งตอนที่เราอายุ 50 เราอาจจะยังไม่เป็นอะไร แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้ ไม่ทำอะไรเลย จนอายุมากกว่านั้นอาจจะเป็นปัญหาได้ เพราะมะเร็งระยะแรกทุกชนิดไม่มีอาการ ถ้าอยากตรวจคัดกรอง ก็ต้องมาตั้งแต่ตอนนั้น เพราะถ้ามาตรวจตอนที่มีอาการ มันก็จะกลายเป็นระยะลุกลามไปแล้ว”

ศ.นพ.รังสรรค์ ฤกษ์นิมิตร ผู้ช่วยอธิการบดี ด้านนวัตกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พูดถึงความสำคัญของการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ ต้องเตรียมตัวอย่างไร และใครที่ควรไปตรวจบ้าง เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ ซึ่งเป็นโรคมะเร็งที่คนไทยเป็นมากเป็นอันดับ 3 ของประเทศ ไว้ในรายการบุพการีที่เคารพ Season 3 EP.21

มะเร็งเกิดจากการกลายพันธุ์ของเซลล์ หรือการที่เซลล์ลอกบ่อย ๆ เหมือนเวลาที่ผิวหนังลอก พออายุเยอะ ๆ มันจะเริ่มเพี้ยน และจะเริ่มเป็นเยื่อที่ผิดปกติ ต่อมาก็เป็นติ่งเนื้อ แล้วก็กลายเป็นมะเร็งในที่สุด โดยทั่วไปคนเราควรไปตรวจมะเร็งลำไส้ตั้งแต่อายุ 50 ปี แต่ถ้ามีประวัติเสี่ยง สามารถไปตรวจตั้งแต่อายุ 40 ปี หรือเร็วกว่านั้นได้

สำหรับปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ที่ไม่สามารถเปลี่ยนได้ คือ

เพศ – เพศชายมีความเสี่ยงมากกว่าเพศหญิง

อายุ – ยิ่งอายุมาก ความเสี่ยงก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

พันธุกรรม – มีญาติใกล้ชิด เช่น พ่อแม่ หรือพี่น้องเป็นมะเร็งตอนอายุน้อย

ส่วนการสูบบุหรี่ รวมทั้งการกินอาหารที่มีไนเตรต ไนไตรต์ หรืออาหารประเภทปิ้งย่าง ก็เป็นสาเหตุในการเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งเช่นกัน แต่ปัจจัยเหล่านี้เป็นปัจจัยเสี่ยงที่เราสามารถเปลี่ยนแปลงได้

ปัญหาที่พบคือเวลาตรวจร่างกายจะมีการตรวจเลือดที่เรียกว่า CEA หรือ Carcinoembryonic antigen (การตรวจเลือดเพื่อหาโปรตีนที่เป็นสารบ่งชี้มะเร็ง) แต่การตรวจแบบนี้ไม่เพียงพอที่จะบอกได้ว่าหากตรวจแล้วไม่พบความผิดปกติแล้วจะไม่มีความเสี่ยง เพราะถึงแม้ผลตรวจจะออกมาเป็นปกติ แต่จริง ๆ แล้วเราอาจจะเริ่มมีติ่งเนื้อแล้วก็ได้ สำหรับการตรวจหามะเร็งด้วยวิธีการนี้ที่ยังพอใช้ได้ ก็คือการตรวจมะเร็งต่อมลูกหมาก แต่สำหรับมะเร็งชนิดอื่น ๆ การใช้วิธีตรวจเลือด อาจไม่เพียงพอที่จะบอกว่าไม่มีความเสี่ยง เพราะค่านี้มักจะสูงขึ้นเมื่อโรคเข้าสู่ระยะลุกลามแล้วเท่านั้น

สำหรับอาการที่พบบ่อยของมะเร็งลำไส้ คือ น้ำหนักลด ถ่ายเป็นเลือด ลำไส้อุดตัน บางครั้งถ้าลุกลามไปกระดูกก็จะมีอาการปวดกระดูก หรือถ้าลุกลามไปที่ตับ ก็จะมีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองด้วย หรือเคยขับถ่ายปกติ แต่เริ่มมีอาการท้องผูก ถ้าแย่กว่านั้น ก็จะมีอาการท้องผูกสลับท้องเสีย แต่อาการที่คุณหมอให้น้ำหนักมากที่สุด คือเริ่มถ่ายเป็นมูกเลือด โดยสิ่งที่อยากให้สังเกตเพิ่มเติม คือสีของอุจจาระ บางครั้งเราอาจถ่ายเป็นเลือดก็จริง แต่ถ้าเป็นมะเร็งลำไส้อุจจาระที่ออกมาจะปนกับเลือด แล้วสีก็จะออกมาคล้าย ๆ สีเปลือกมังคุด แต่ถ้าอุจจาระยังเป็นสีเหลือง สีเขียวอยู่ แต่มีเลือดเคลือบ จะไม่ใช่อาการของมะเร็งลำไส้ เป็นแค่ความผิดปกติที่เกิดกับทวารหนัก เช่น ริดสีดวง หรือหูรูดทวารหนักฉีกขาด นาน ๆ ครั้งจึงจะพบว่าเป็นมะเร็งทวารหนัก

ส่วนอาการท้องผูกไม่ถือว่าเป็นความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ เพราะโดยทั่วไปผู้สูงอายุมีแนวโน้มที่จะมีอาการท้องผูกอยู่แล้ว ลำไส้ก็มีเส้นประสาทเหมือนกับอวัยวะอื่น ๆ และมันเสื่อมลงได้ ถ้ามีอาการท้องผูกแบบค่อย ๆ เป็น เป็นมาเรื่อย ๆ 5 ปี 10 ปี แบบนี้ไม่เป็นไร แต่ถ้าก่อนหน้านั้นไม่เคยมีอาการท้องผูกเลย แต่จู่ ๆ เกิดเป็นขึ้นมา แบบนี้ก็ถือว่าเป็นความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ได้

เรื่องความตระหนักรู้ของคนไทยเกี่ยวกับการส่องกล้องเพื่อตรวจมะเร็งลำไส้ ถือว่าดีขึ้นมาก เพราะเมื่อ 20 ปีที่แล้ว แทบจะต้องถือป้ายเชิญชวนให้คนมาส่องกล้อง แต่ทุกวันนี้คนไทยไม่กลัวและไม่อายที่จะส่องกล้องแล้ว ข้อดีของการตรวจมะเร็งด้วยการส่องกล้อง คือมันไม่ใช่แค่การวินิจฉัยอย่างเดียว แต่มันคือการรักษาในระยะเบื้องต้นไปในรอบเดียวกันเลยด้วย เพราะถ้าเราไปทำการเอกซเรย์ปอด พอเอกซเรย์แล้วเจอก้อนที่ปอด ก็ต้องรอผ่าตัดอยู่ดี แต่ถ้าไปส่องกล้อง แล้วคุณพบติ่งเนื้อ หมอก็ตัดติ่งเนื้อให้ได้เลย

การส่องกล้องเพื่อตรวจมะเร็งลำไส้อยู่ในสิทธิการรักษาของคนไทยมาตั้งแต่ปี 2018 แต่ปัญหาคือเรามีข้อจำกัด ทั้งเรื่องการเงิน บุคลากร และสำคัญที่สุดคือความรับรู้และการตื่นตัวของประชาชน ตอนนี้สิทธิในการรักษาทุกสิทธิ ทั้ง 30 บาท ประกันสังคม หรือข้าราชการ สามารถเข้าถึงการเบิกจ่ายได้ทุกสิทธิ แทบจะไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม แต่ในเรื่องของบุคลากร และสถานที่อาจไม่เพียงพอ ดังนั้น จึงต้องมีการคัดกรองเบื้องต้นก่อนการส่องกล้อง ด้วยวิธีตรวจอุจจาระแฝง หลักการก็คือติ่งเนื้อระยะแรก ๆ หรือในตัวมะเร็งระยะลุกลามก็ดี มันจะมีเลือดปนออกมา ซึ่งเรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่อุปกรณ์ที่ใช้ตรวจมันจะเหมือนที่ตรวจโควิด-19 ที่ใช้ตรวจจับฮีโมโกลบินในเลือดได้ ถ้าตรวจแล้วได้ผลเป็นบวกก็มีแนวโน้มว่าเวลาไปส่องกล้องจะเจอติ่งเนื้อ แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเป็นมะเร็ง ซึ่งวิธีนี้ช่วยคัดกรองคนที่มีความเสี่ยงได้กว่า 90%

ทุกวันนี้การส่องกล้องตรวจหามะเร็งลำไส้ใหญ่สามารถทำได้ โดยครอบคลุมสิทธิการรักษาทั้ง 3 สิทธิ แต่เบื้องต้นคุณจะต้องมีผลตรวจอุจจาระแฝงเป็นบวกก่อน สำหรับขั้นตอนในการเตรียมตัวส่องกล้อง คือ การเตรียมลำไส้ เพราะเราต้องการลำไส้ที่สะอาด ไม่มีเศษเสี้ยวของอุจจาระปะปนอยู่เลย โดยต้องเตรียมล่วงหน้า 2 วัน ด้วยการงดกินผักผลไม้เด็ดขาด กินได้แค่เต้าหู้ ปลา และไข่ หลังจากนั้นก็กินยาระบายประมาณ 2 – 4 ลิตร แล้วจึงเข้าสู่กระบวนการส่องกล้อง

ปัจจุบันเราจะให้ยานอนหลับกับคนที่มาส่องกล้องทุกคน แต่เป็นการฉีดไม่ใช่การดมยาสลบ เพราะคนไข้ยังต้องหายใจเองอยู่ ความรู้สึกก็จะเหมือนแค่หลับฝันไป ส่วนใหญ่การส่องกล้องจะใช้เวลาอยู่ที่ประมาณครึ่งชั่วโมง และเวลาพักฟื้นอีกไม่เกิน 1 ชั่วโมงครึ่ง พอเสร็จแล้วก็สามารถกลับบ้านได้เลย โดยที่ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล

สำหรับคนที่กินยาต้านเกล็ดเลือด ต้องหยุดกินก่อนประมาณ 2-7 วัน ตามคำแนะนำของแพทย์ส่วนคนที่เป็นโรคเบาหวาน เวลาเตรียมลำไส้ ก็จะกินอาหารน้อยลง ทำให้เกิดอาการน้ำตาลตก ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้ ดังนั้น ถ้าหากจะมาส่องกล้อง อาจต้องคุยกับแพทย์ที่ทำการรักษา เพื่อขอหยุดยาเบาหวานในวันนั้นไปก่อน แต่สำหรับคนที่ต้องกินยาลดความดันโลหิต ให้กินมาให้เรียบร้อยก่อนมาส่องกล้อง เพราะหากตื่นเต้นจนความดันขึ้นสูงเกินไป ก็จะไม่สามารถทำการส่องกล้องได้ หากมีโรคประจำตัว ต้องกินยาอะไรเป็นพิเศษ ให้แจ้งคุณหมอให้ทราบก่อนทุกครั้ง

Credits

Author

ถึงจะต่างวัยแต่ก็
อยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ