ทุก 3 วินาที จะมีคนเป็นอัลไซเมอร์ 1 คน แต่รู้ไหมว่า 45% ของความเสี่ยงนั้น…ป้องกันได้

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก บอกว่า ‘ภาวะสมองเสื่อม’ เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับที่ 7 ของโลก และเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้สูงอายุเกิดความพิการและสูญเสียความสามารถในการใช้ชีวิต

“เมื่อคนเราอายุเกิน 60 ปี โอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคอัลไซเมอร์จะเพิ่มขึ้น 5-8% พออายุ 65 ปี ความเสี่ยงนั้นจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในทุก ๆ 5 ปีที่ผ่านไป และเมื่ออายุ 85 ปีไปแล้วความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 ใน 3 หรือหมายความว่า ‘ในคนอายุ 85 ปีจำนวน 3 คนจะมี 1 คนที่ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์’

“แต่ถึงอย่างนั้นภาวะสมองเสื่อมก็ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างปุปปับ กะทันหัน แต่เกิดจากการสะสมความเสื่อมมาเรื่อย ๆ ซึ่งบางครั้งกว่าจะมีการแสดงอาการผิดปกติออกมา สัญญาณความเสื่อมเหล่านั้นก็อาจเกิดขึ้นมาแล้วกว่า 20 ปีแล้ว โดยที่เราไม่เคยรู้ตัว”

‘หมอนุช’ พญ.ปิยะนุช รักพาณิชย์ ผู้อำนวยการแพทย์สวนสุขภาพอรุณสหคลินิก ได้พูดคุยถึงความสำคัญของโรคอัลไซเมอร์ พร้อมให้แนวทางในการดูแลสุขภาพเพื่อลดความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมด้วยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตไว้ในรายการบุพการีที่เคารพ Season 3 EP.42

‘ภาวะสมองเสื่อม’ เป็นภาวะที่สมองมีการทำงานลดลง และเมื่อสมองมีปัญหาจนถึงจุดหนึ่งที่เซลล์สมองตายไป หรือมีความผิดปกติเกิดขึ้นในสมอง เราเรียกภาวะนั้นว่า ‘สมองเสื่อม’ แต่คำว่า ‘สมองเสื่อม’ เป็นเหมือนภาพใหญ่ ที่จริง ๆ แล้วมีโรคอีกมากมายที่อยู่ภายใต้คำนั้น แต่ที่เราได้ยินบ่อย ๆ ก็จะเป็น ‘อัลไซเมอร์’ เพราะกว่า 60-80% ของคนไข้ที่ป่วยสมองเสื่อมล้วนเกิดจากการเป็นโรคอัลไซเมอร์ นอกจากสมองเสื่อมแบบอัลไซเมอร์ ยังมีสมองเสื่อมประเภทอื่น ๆ เช่น สมองเสื่อมเนื่องจากหลอดเลือดสมองตีบ หรือสมองเสื่อมเพราะการบาดเจ็บทางสมองเนื่องจากอุบัติเหตุ ฯลฯ

อย่างไรก็ตามอายุไม่ได้เป็นสาเหตุเดียวเท่านั้นที่ทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ เรื่องของพันธุกรรมก็มีส่วนเช่นเดียวกัน ซึ่งเราสามารถตรวจเช็กความเสี่ยงว่าเรามียีนที่มีความเสี่ยงจะเป็นอัลไซเมอร์จากหรือไม่ ได้ด้วยการตรวจเลือดเพื่อหายีน APOE (Apolipoprotein E) ซึ่งถ้าเราตรวจพบยีนนี้ เราก็สามารถดูแลตัวเองเพื่อลดความเสี่ยงได้

ส่วนปัจจัยอื่น ๆ ที่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอัลไซเมอร์นั้นกว่า 45% ล้วนเป็นปัจจัยที่สามารถป้องกันได้ ไม่ว่าจะเป็น การไม่หยุดเรียนรู้ การออกกำลังกาย การเข้าสังคม การดูแลสุขภาพหลอดเลือดหัวใจ การหลีกเลี่ยงมลพิษต่าง ๆ การหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บทางสมอง รวมทั้งการดูแลสุขภาพสายตาและความสามารถในการได้ยินให้เป็นปกติ

ถึงแม้ในปัจจุบันโรคอัลไซเมอร์จะยังไม่มีวิธีการรักษาให้หายขาด แต่งานวิจัยโดย ดร.เดล เบรเดเซน (Dr. Dale Bredesen) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรมประสาท ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ทำการศึกษาเรื่องโรคอัลไซเมอร์มามากกว่า 30 ปี ที่ช่วยดูแลผู้ป่วยจนสามารถกลับไปทำงานและใช้ชีวิตประจำวันได้

อย่างไรก็ตามการดูแลผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ก็ไม่ได้มีวิธีที่ตายตัว ต้องมีการปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ เพื่อให้เหมาะสมกับตัวผู้ป่วย แต่สิ่งที่สามารถทำได้ เพื่อช่วยให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้น คือการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ซึ่งงานวิจัยได้ให้คำแนะนำไว้ 7 อย่าง คือ

1. อาหาร

เลือกกินอาหารแบบคีโต (Ketogenic diet) หรือกินอาหารประเภทแป้งน้อย เพิ่มการกินไขมันดีและโปรตีน ที่สำคัญคือเลือกกินคีโตที่เป็น Plant Based หรือโปรตีนจากพืชเป็นหลัก เลี่ยงอาหารแปรรูป ที่สำคัญคือเลี่ยงการกินน้ำตาลในปริมาณสูง เพื่อลดการกระตุ้นให้เกิดการอักเสบของสมอง

2. การออกกำลังกาย

ออกกำลังกายให้หลากหลายและสม่ำเสมอ ประกอบด้วย 1. ออกกำลังกายแบบแอโรบิก อย่างน้อยวันละ 30 นาที 2. ออกกำลังกายแบบ HIIT (High Intensity Interval Training) หรือออกกำลังกายที่มีความเข้มข้นสูงในระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น กระตุ้นให้เลือดไปเลี้ยงสมองมากขึ้น 3. การออกกำลังกายแบบเสริมสร้างกล้ามเนื้อ (Weight Training) ช่วงหลัง ๆ มักจะมีงานวิจัยออกมาว่าแรงบีบมือมีความสัมพันธ์กับสุขภาพสมองและสุขภาพหัวใจ ถ้ามือแข็งแรง โอกาสในการเป็นโรคหัวใจและโรคความดันโลหิตสูงจะลดลง และดีต่อสุขภาพสมองด้วย สำหรับผู้สูงอายุควรฝึกการทรงตัวเพื่อป้องกันการล้ม และฝึกความยืดหยุ่นเพื่อให้สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น

3. การนอนหลับ

คนที่นอนไม่ดี หรือนอนหลับอย่างไม่มีคุณภาพจะทำให้ความเสี่ยงในการป่วยภาวะสมองเสื่อมเพิ่มขึ้น สิ่งสำคัญคือควรตรวจเช็กภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) เพราะจะทำให้ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ เป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคอัลไซเมอร์

วิธีสังเกตเบื้องต้น คือดูจากการกรนขณะหลับ ความรู้สึกที่ตื่นขึ้นมาแล้วไม่สดชื่น หรือเช็กเบื้องต้นด้วยการใส่สมาร์ตวอทช์ หากพบความผิดปกติหรืออาการที่น่าสงสัย ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กอาการต่อไป

4. การจัดการความเครียด

ความเครียดเรื้อรังเป็นสาเหตุที่นำไปสู่ภาวะซึมเศร้า ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงโดยตรงต่อโรคอัลไซเมอร์ ดังนั้น เราควรหาวิธีผ่อนคลายความเครียดในแบบของตัวเอง เช่น นั่งสมาธิ ทำงานอดิเรก ฯลฯ

5. การออกกำลังสมอง (Brain Stimulation) 

เวลาที่ร่างกายไม่ได้ใช้กล้ามเนื้อนาน ๆ กล้ามเนื้อก็จะลีบ สมองก็เช่นเดียวกัน ถ้าไม่ได้ใช้นาน ๆ มันก็จะฝ่อ พอเราอายุมากขึ้น จะมีสมองส่วนที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน ดังนั้น เราจึงต้องกระตุ้นสมองในด้านต่าง ๆ เช่น ความจำ ความว่องไว การวางแผน ฯลฯ ด้วยการทำสิ่งที่ท้าทาย การออกไปเจอสิ่งใหม่ ๆ หรือทำสิ่งที่เราไม่เคยทำมาก่อน

6. วิตามินเสริม (Dietary Supplements)

วิตามินบางอย่างช่วยในการทำงานของสมองได้ เช่น วิตามินบี 12, น้ำมันตับปลา ฯลฯ แต่ทุกวันนี้เราสามารถตรวจเช็กได้ว่าร่างกายของเราควรได้รับวิตามินตัวไหน ในปริมาณเท่าไร ถึงจะเพียงพอ แต่ข้อจำกัดคือมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง อาจไม่สะดวกสำหรับทุกคน

ถ้าหากสุขภาพของเราไม่ได้มีปัญหาอะไรมาก คำแนะนำเบื้องต้นในการกินวิตามิน ก็คือให้กินเป็นวิตามินรวมทั่วไป ในกรณีของผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนทุกครั้ง

7. การขจัดสารพิษในร่างกาย (Detoxification)

การมีของเสียในร่างกายมากเกินไปเป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ เช่น PM2.5, มลพิษ, โลหะหนักต่าง ๆ, สารปนเปื้อน หรือเชื้อรา ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถตรวจเช็กได้ และหากเจอสารพิษตัวไหนอยู่ในร่างกาย เราก็สามารถกำจัดออกไปได้ด้วยกระบวนการทางการแพทย์ แต่ถ้าไม่สะดวก การใช้วิธีธรรมชาติก็สามารถช่วยขจัดของเสียออกจากร่างกายได้ เช่น การดื่มน้ำ การขับถ่าย การออกกำลังกาย หรือการซาวน่า   

สมองของคนเรามีการทำงานหลายด้าน ทั้งความนึกคิด ความจำ การวางแผน อารมณ์ ความรู้สึก บุคลิกภาพล้วนเป็นหน้าที่ของสมองทั้งหมด เราจึงควรดูแลสุขภาพสมองของเราให้แข็งแรงและทำงานได้ปกติอยู่เสมอ

ปัจจุบันมีแบบทดสอบความเสี่ยงการเป็นโรคอัลไซเมอร์ที่สามารถช่วยในการเช็กความผิดปกติเบื้องต้นของสมอง รวมทั้งวิธีตรวจเช็กด้วยการเจาะน้ำไขสันหลัง เจาะเลือด หรือตรวจเอ็กซเรย์สมอง เพื่อตรวจหาความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อมได้ ซึ่งเราสามารถไปตรวจเช็กได้ โดยไม่ต้องรอให้อายุมาก เพราะความเสี่ยงเหล่านี้ ยิ่งเรารู้เร็วเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสป้องกัน และดูแลรักษาได้มากเท่านั้น

Credits

Author

ถึงจะต่างวัยแต่ก็
อยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ