Lord the Scissors by MUM&ME HAIR ร้านตัดผมที่เชื่อว่าทรงผมเปลี่ยนชีวิตได้

“เวลาลูกค้าเข้ามาหาพี่ พี่ก็จะถามเขาว่าคนชมคุณครั้งล่าสุดเมื่อไร เชื่อไหมว่าเขานึกไม่ออก แต่พี่ก็บอกว่าไม่เป็นไร ไม่ต้องนึก เดี๋ยวพี่จะปลี่ยนลุคให้ แล้วสารแห่งความสุขของคุณจะหลั่งออกมา คุณจะอยากแต่งตัว อยากออกไปเที่ยว ไปเจอเพื่อน เชื่อไหมว่า 90% เลยนะที่เขารู้สึกแบบนั้น บางคนตัดผมเสร็จแล้ว เขาก็ขอกอด ขอถ่ายรูปกับพี่

“การทำผมมันเป็นมากกว่างานบริการ แต่มันเป็นการเปลี่ยนชีวิต บางคนมาหาเรา ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหน เราก็จะถามเขาว่า วันนี้เป็นอย่างไร อกหัก รักคุด จะไปสมัครงาน หรืออยากเริ่มต้นใหม่ เดี๋ยวเราทำผมให้ แล้วชีวิตจะเปลี่ยนไปเลย”

มนุษย์ต่างวัย คุยกับ ‘พี่ตู๋’ ศรารัตน์ คำสำรวย วัย 58 ปี แฮร์สไตล์ลิสต์แห่งร้าน Lord the Scissor by MUM&ME HAIR ผู้คร่ำหวอดในวงการทำผมมากว่า 40 ปี​ ที่มีความเชื่อเสมอว่า​ทรงผมที่ดีไม่ว่าจะมาดูแลอยู่ที่ร้าน ​หรือกลับไปดูแลเองที่บ้านก็ต้องออกมาสวยไม่ต่างกัน​ เพราะพี่ตู๋ไม่ได้ออกแบบทรงผม​ตามเทรนด์หรือแฟชั่น​ แต่เลือกที่จะออกแบบตามไลฟ์สไตล์​การใช้ชีวิต​ประจำวันของลูกค้า เพื่อให้ทุกคนเดินออกจากร้านไปด้วยลุคที่มั่นใจและเป็นตัวเองมากที่สุด

‘ทรงผม’ ที่ไม่ได้ออกแบบตามแฟชั่น แต่ออกแบบตามการใช้ชีวิต

“พอยุคสมัยมันเปลี่ยน ผู้หญิงเริ่มทำงานนอกบ้านมากขึ้น เขาไม่มีเวลาไปนั่งทำผมในร้านบ่อย ๆ เหมือนเมื่อก่อน ลูกค้าหลายคนก็จะบอกพี่ว่าทำแบบไหนก็ได้ให้เขาไม่ต้องไปทำอะไรกับผมมาก แล้วออกจากบ้านได้เลย ตอนนั้นพี่ก็คิดว่าหรือเวลาของเรามันจะมาถึงแล้วจริง ๆ

“เวลาคุยกับลูกค้าพี่จะไม่ถามเลยนะว่าเอาทรงไหน แต่พี่จะถามว่า ‘วันนี้อย่างไรดีคะ อยากเป็นอย่างไร เอาสั้นหรือยาว ถ้าเอายาว แล้วใช้ชีวิตแบบไหน ตื่นมาเป่าผมไหม หรือไม่ทำอะไรเลย พี่ออกแบบจากกิจวัตรประจำวันของลูกค้าว่าเขาดูแลตัวเองแค่ไหน บางคนเราดูสภาพเส้นผมแล้วก็คุยกับเขาว่า ‘ไม่มีเวลาแม้กระทั่งเป่าใช่ไหม ทรงนี้ถ้าตัดไปแล้ว ไม่มีเวลาเป่า อย่าตัดดีกว่าค่ะ ผมแบบนี้ ตัดอีกแบบดีกว่า’

“ส่วนมากลูกค้าที่มีปัญหาเรื่องผมแล้วเข้ามาหาเราจะอยู่ช่วงวัย 30 ปลาย ๆ ไปจนถึง 50 ที่คนช่วงวัยนี้มีปัญหาเรื่องผมเพราะเขามัวแต่ทำงาน ไม่ได้ดูแลเส้นผม พอรู้ตัวอีกทีสภาพเส้นผมก็เสื่อมโทรมไปแล้ว”

ตัวตนที่แตกต่าง

“สำหรับพี่สิ่งที่ยากที่สุดในอาชีพช่างทำผมก็คือการเปลี่ยนมายด์เซ็ตลูกค้า พี่เป็นช่าง พี่จะเจอปัญหาอยู่หน้างานตลอด ตั้งแต่ยุคที่คนทำผมตีโป่ง พี่ก็มักจะได้ยินตลอดว่า ‘สวยอยู่วันเดียว คือวันที่มาร้านทำผม’ ที่เป็นแบบนั้นเพราะพอกลับบ้านไปแล้ว ลูกค้าเขากลับไปทำเองไม่ได้ เราก็เลยบอกเขาว่า ‘ถ้าพี่อยากทำเองได้ ต้องไม่ดัดหยิก’ เพราะถ้าดัดไปหยิกมาก มันจะทำเองไม่ได้ ต้องกลับมาสระไดร์ที่ร้านถึงจะออกมาเป็นทรงเหมือนเดิม แต่ลูกค้าเขาก็ไม่อยากได้ เขาบอกว่ามันไม่หยิก พี่พูดกับลูกค้าแบบนี้เรื่อย ๆ จนสุดท้ายพี่ก็โดนไล่ออกจากร้าน เพราะเจ้าของร้านคิดว่าพี่มีปัญหากับลูกค้า

“สมัยนั้นไม่มีคำว่า ‘ตัวตน’ นะ ช่างที่ทำแบบนี้ก็เลยเหมือน ‘กบฏ’ เพราะคนก็หวังว่าช่างก็จะต้องเอาใจลูกค้า จากนั้นพี่ก็ย้ายร้านที่ทำงานไปเรื่อย ๆ แล้วก็เถียงกับลูกค้าไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายพี่ก็มาคิดว่าเราคงต้องไปเจริญเติบโตเองแล้วล่ะ เพราะมีความคิดแบบนี้คงอยู่กับคนส่วนมากไม่ได้ แล้วเราก็คิดว่าเราจะรอวันที่ลูกค้าเข้าใจว่าการทำผมไปแล้วลูกค้าสามารถกลับไปดูแลด้วยตัวเองได้มันคือสไตล์แบบไหน

“พี่รอวันนั้นจนเกือบจะแขวนกรรไกรไปหลายรอบ รออยู่ร่วม 20 ปี กว่าจะได้เสียงตอบรับกลับมาว่าการทำผมอยู่ร้านกับที่บ้านมันต้องออกมาเหมือนกัน ตอนที่มาเปิดร้านเอง ลูกค้าก็หายไปเยอะเหมือนกันนะ แต่พี่คิดว่าสุดท้ายชีวิตคนเราตายไปมันก็เอาอะไรไปไม่ได้ ตอนที่ยังอยู่เราก็แค่พิสูจน์ความหมายของชีวิตเราเท่านั้นเอง”

งานศิลป์บนเส้นผม

“พี่ทำงานมานาน จิตวิทยาพี่สูง ถ้ามองแต่รูปลักษณ์ภายนอก เราอาจจะตัดตามแฟชั่นให้เขาเลยก็ได้ แต่มันต้องดูด้วยว่ามันถูกโฉลก ถูกใจข้างในของเขาจริง ๆ หรือเปล่า บางคนตัดออกมาแล้วสวยจริงนะ แต่เขาไม่มีเวลาได้ไปไดร์หรอก

“กว่าพี่จะออกแบบทรงผมให้ลูกค้าได้ ขั้นตอนมันเยอะนะ บางคนเขาไม่ได้ต้องการความสวย แต่เขาต้องการความแปลก บางคนมาหา วาดการ์ตูนเซนต์เซย่ามาให้ บอกเอาทรงนี้ ตัดให้หน่อย หรือบางคนขับมอเตอร์ไซค์มา บอกว่าออกแบบทรงผมให้เข้ากับมอเตอร์ไซค์คันนี้ให้หน่อย บางคนเข้ามาบอกว่าผมพี่ร่วง เราก็บอกว่าแล้วทำไมพี่ไม่ตัดล่ะ เพราะการที่ผมมันร่วง มันก็บ่งบอกว่าผมมันอยู่ไม่ได้แล้ว

“งานออกแบบมันหลากหลาย ไม่มีที่สิ้นสุด บางทีมันก็เหนือความคาดหมาย บางทรงลูกค้าเอาแบบมาให้พี่ตัด แต่มันขัดใจเรามาก ๆ แต่ถ้าลูกค้าตัดแล้วเขามั่นใจ พี่ก็ทำให้ ส่วนมากพี่จะเจอลูกค้าที่เขามีสไตล์ ไม่ใช่ลูกค้าตัดตามแฟชั่น ไม่มีคนมาบอกว่าตัดผมแบบคนนั้นคนนี้ให้หน่อย ซึ่งพี่ดีใจนะ พี่อยากให้เขาได้เป็นตัวเองมากกว่า เพราะถ้าวันหนึ่งไม่มีคนอื่นให้เปรียบเทียบ เขาจะได้รู้ว่าแบบไหนที่มันสวยสำหรับเขาจริง ๆ”

ไม่ว่าวัยไหน สิ่งสำคัญคือการได้เป็นตัวเอง

“พี่ไม่คิดว่าอายุเยอะแล้วต้องทำตัวแก่นะ รองเท้ากี่แบรนด์ กี่รุ่น ที่มันทันสมัยออกมาใหม่ พี่ซื้อหมด เพราะกลัวว่าพรุ่งนี้ถ้าเราไม่มีชีวิตอยู่แล้ว เราจะไม่ได้ใส่

“คนเราจะแก่ก็ต่อเมื่อหยุดความคิด หยุดทำทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วนั่งรอความตายไปวัน ๆ ทั้ง ๆ ที่เราจะตายเมื่อไรก็ไม่มีใครรู้ ถ้าเราได้บริหารสมองอยู่เรื่อย ๆ มันจะรู้ว่าควรทำอะไรบ้าง แต่ถ้าเราปล่อยให้มันเฉา มันก็จะเฉาไปจนเราตาย คนเราพออายุเยอะแล้วมันจะรู้สึกเบื่อ เราอย่าไปเบื่อ แต่ให้หาอะไรทำ กวนความเบื่อให้มันกลมกล่อม

“ถ้าถามว่าทุกวันนี้พี่ภูมิใจไหม พี่ไม่ได้รู้สึกอะไรนะ พี่คิดว่าพี่ก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่เกิดมาบนโลกนี้ เป็นช่างตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง เพียงแต่ว่าเราอาจจะได้รับการยอมรับจากลูกค้ากลุ่มหนึ่งเท่านั้น เราคงไม่ต้องไปสำคัญตัวเองอะไรมากมาย

“ตั้งแต่แม่เสียไป เราก็เห็นแล้วว่าชีวิตคนเรามันเกิดขึ้นมา ตั้งอยู่ แล้วดับไป ถ้าทำอะไรแล้วประสบความสำเร็จมันก็คือครู แต่ถ้ามันผิดหวังสิ่งนั้นก็เป็นบทเรียนของเรา ถ้าวันไหนสิ่งที่เราคิดมันผิดก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยถ้ามันจะพังมันก็พังด้วยมือของเราเอง ถ้ามันไม่สำเร็จ พี่ก็เลิกทำผมแล้วไปทำอย่างอื่นก็ได้ แต่เราจะไม่เปลี่ยนความตั้งใจของตัวเอง”

Credits

Authors

ถึงจะต่างวัยแต่ก็
อยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ