คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมการฟังเพลงถึงช่วยให้เราวิ่งได้นานขึ้น หรือยกเวทได้หนักขึ้น ?
ข้อมูลจากผลการวิเคราะห์อภิมาน (Meta-analysis) ระดับมหภาคจากงานวิจัยจำนวน 139 การศึกษา ครอบคลุมระยะเวลากว่า 107 ปี (ค.ศ. 1911-2017) เกี่ยวกับผลของดนตรีต่อการออกกำลังกายและกีฬา (Terry et al., 2020) พบว่า ดนตรีมีประโยชน์ต่อการออกกำลังกายใน 4 ด้านหลัก คือ สร้างความรู้สึกเชิงบวก เพิ่มประสิทธิภาพในการเคลื่อนไหว ลดความรู้สึกเหนื่อยล้า และช่วยให้ร่างกายใช้ออกซิเจนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ทำไม ‘เสียงเพลง’ ถึงเปลี่ยนร่างกายเราได้ ?
- การเบี่ยงเบนความสนใจ (Distraction): เนื่องจากระบบประสาทมีความสามารถในการรับข้อมูลจำกัด ดนตรีจึงเข้าไป ‘บล็อก’ สัญญาณความเหนื่อยล้าที่ส่งมาจากกล้ามเนื้อไม่ให้ส่งไปถึงสมอง
- จังหวะพาร่างกายไป (Rhythmic Entrainment): มนุษย์มีสัญชาตญาณในการเคลื่อนไหวให้ตรงกับจังหวะ (Auditory-motor synchronization) ซึ่งช่วยให้ท่าทางการเคลื่อนไหวมีความสม่ำเสมอและประหยัดพลังงาน
- การกระตุ้นจากก้านสมอง (Brain Stem Reflex): เสียงที่ดังและเร็วจะกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางโดยตรง ช่วยเพิ่มความตื่นตัวและความตึงตัวของกล้ามเนื้อ
ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงจากแนวคิดดั้งเดิมที่เน้น ‘เหตุผล’ (การออกกำลังกายดีต่อสุขภาพ) ไปสู่ ‘สุขนิยม’ (การออกกำลังกายที่สนุกและพึงพอใจ) โดยที่ ‘ดนตรี’ จะเป็นเครื่องมือในการช่วยเปลี่ยนการตีความความเหนื่อยล้าจากการออกกำลังกายหนัก ๆ ให้เป็นไปในทางบวกมากขึ้น
แม้ในการออกกำลังกายที่มีระดับความเข้มข้นสูง (VO2 max ≥ 70%) ที่สัญญาณความเหนื่อยล้าจากร่างกายจะรุนแรงมากจนดนตรีอาจลดผลด้านการเบี่ยงเบนความสนใจลง แต่ดนตรีก็ยังคงช่วยรักษา ‘ความรู้สึกพึงพอใจ’ (Affective valence) ในการออกกำลังกายไว้ได้
การฟังเพลงหรือดนตรีในขณะออกกำลังกายจะช่วยสร้างความรู้สึกสนุก และลดความรู้สึกเชิงลบ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้คนหันมาออกกำลังกายได้อย่างสม่ำเสมอในระยะยาว โดยแนะนำให้ใช้ดนตรีในช่วงครึ่งหลังหรือช่วงท้ายของการออกกำลังกาย ซึ่งเป็นช่วงที่ความรู้สึกเหนื่อยล้าเริ่มพุ่งสูง เพื่อให้จบการออกกำลังกายครั้งนั้นด้วยความรู้สึกที่ดีและอยากกลับมาทำซ้ำอีก
ถึงแม้ว่าดนตรีจะมีประโยชน์ แต่ควรใช้เพื่อสร้างความสุขและความเพลิดเพลินในการออกกำลังกายมากกว่าจะใช้เพื่อหวังผลในการเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันสำหรับนักกีฬา
คณะผู้วิจัย เสนอว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ หรือบุคลากรทางการแพทย์ อาจใช้ ‘ดนตรี’ เป็นตัวช่วยในการกระตุ้นให้คนที่มาตรวจสุขภาพ หรือผู้ป่วยรู้สึกอยากออกกำลังกายได้อย่างต่อเนื่องมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยโรคอ้วน หรือผู้ที่มีพฤติกรรมเนือยนิ่ง ฯลฯ
อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ใครเคยใช้ดนตรีเป็นสารกระตุ้นเพื่อการออกกำลังกายบ้าง
Tips : การเลือกเพลงที่มีความเร็วมากกว่า120 BPM (Beats Per Minute) หรือจังหวะความเร็วที่ 120 ครั้งต่อนาที จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการออกกำลังกายระดับปานกลาง เช่น เดินเร็ว วิ่ง หรือแอโรบิก ฯลฯ ให้ดีขึ้น เพราะเป็นจังหวะที่สอดคล้องกับการก้าวเท้าและช่วยเพิ่มสมรรถภาพได้ดีที่สุด
*อ้างอิง
























