“ทุกคนต่างรู้ว่าสังคมไทยมีจำนวนผู้สูงอายุมากขึ้น ขณะที่วัยแรงงานลดลงทุกปี แต่สังคมไทยก็ยังไปไม่ถึงจุดที่จะดูแลผู้สูงอายุได้อย่างครอบคลุมและมีคุณภาพ เราก็เลยอยากชวนทุกคนมาร่วมกันคิดว่าเราควรสร้างสังคมแบบไหนที่จะทำให้ผู้สูงอายุสามารถอยู่ได้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะเรื่องสังคมสูงวัยไม่ได้เป็นเรื่องของผู้สูงอายุเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนทุกวัย เพราะในวันข้างหน้าทุกคนก็จะต้องสูงวัยเช่นเดียวกัน ดังนั้น การดูแลผู้สูงอายุในวันนี้ก็ไม่ต่างจากการดูแลตัวเองในอนาคต”
มนุษย์ต่างวัย คุยกับ คุณหรรษา หอมหวล เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ถึงบทบาทในการทำงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในฐานะสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (National Human Rights Institutions: NHRIs) ของประเทศไทย ในการส่งเสริมเรื่อง ‘สิทธิ’ ของผู้สูงอายุให้เป็นมาตรฐานสากล ผ่านการสนับสนุนมาตรการต่าง ๆ เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้สูงอายุให้ได้รับการดูแลอย่างมีคุณภาพ และได้รับการยอมรับในฐานะ ‘ผู้ทรงสิทธิ’ ไม่ใช่เพียง ‘ผู้พึ่งพิง’
“งานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) คือการดูแลคุณภาพชีวิตของคนทุกกลุ่มแต่ที่ผ่านมากลุ่มผู้สูงอายุยังไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร ยังมีผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยมีความยากลำบากในการดำรงชีวิตและการดูแลสุขภาพตัวเองอยู่ ดังนั้น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จึงอยากสร้างความตระหนักรู้ว่า นี่คือสภาวะเร่งด่วน ที่เราจำเป็นต้อง
เตรียมพร้อม เพื่อให้คนไทยทุกคนสามารถใช้ชีวิตในวัยสูงอายุได้อย่างมีคุณภาพและมีศักดิ์ศรี
“มาตรการหลักในการดูแลสิทธิผู้สูงอายุที่ทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ให้ความสำคัญอยู่ในตอนนี้มีอยู่ 2 เรื่อง คือ ‘สุขภาพ’
สุขภาพ : มากกว่าการรักษา คือการพึ่งพาตนเองได้
“พออายุมากขึ้นร่างกายของเราก็จะเสื่อมลงตามวัย แต่เราก็อยากให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพแข็งแรงที่สุดเท่าที่จะทำได้ พึ่งพาตัวเองได้ ใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยไม่ต้องเข้ารับการดูแลในสถานสงเคราะห์ กสม. จึงสนับสนุนให้เกิดมาตรการต่าง ๆ อาทิ การพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุแบบครบวงจรและคำนึงถึงความต้องการที่แตกต่างของผู้สูงอายุทุกเพศสภาพ ทั้งในระดับป้องกัน ฟื้นฟู และการดูแลระยะยาว (long-term care) ควบคู่กับการเพิ่มจำนวนและศักยภาพของบุคลากรที่จะช่วยฟื้นฟูและดูแลผู้สูงอายุ (caregiver) รวมทั้งอาสาสมัครในชุมชนให้เพียงพอกับความต้องการด้วย
ปฏิรูประบบบำนาญและการออม’ และ ‘มาตรการขยายอายุการทำงาน’
“ส่วนเรื่องที่สองคือเรื่องของรายได้หรือเงินออม เพราะการจะมีชีวิตอยู่ได้ เราต้องใช้เงิน สมมติว่าถ้าเราเกษียณตอนอายุ 60 เราอาจจะต้องใช้ชีวิตอยู่ต่อไปอีกประมาณ 10 – 20 ปี หรืออาจจะนานกว่านั้น เราจึงต้องมีเงินออมเพียงพอ แต่ตอนนี้สถานการณ์ยังค่อนข้างน่าเป็นห่วง เพราะมีผู้สูงอายุไทยเพียง 1/3 เท่านั้นที่มีรายได้เกินกว่าเส้นแบ่งความยากจน และมีเงินออมพอที่จะใช้เลี้ยงชีพและเป็นหลักประกันในยามชราได้ แต่ผู้สูงอายุจำนวนมากยังมีเงินออมไม่เพียงพอที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้แม้กระทั่งในปัจจุบันด้วยซ้ำ นั่นทำให้เรายังเห็นผู้สูงอายุจำนวนมากที่ยังต้องหาเช้ากินค่ำ มีรายได้น้อย และไม่สามารถที่จะวางแผนอะไรในชีวิตได้
หลายคนก็ยังต้องพึ่งพาลูกหลาน หรือพึ่งพาเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่น้อยมาก (เพียง 600 ต่อเดือน) แม้ว่าอาจจะมีการปรับเพิ่มขึ้นเป็นขั้นบันไดตามอายุ แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอที่จะใช้ในการดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มองว่าประเทศไทยควรผลักดัน ‘การปฏิรูประบบบำนาญและการออม’ และ ‘มาตรการขยายอายุการทำงาน’ เพื่อที่จะทำให้ผู้สูงอายุมีชีวิตยืนยาวได้อย่างมีศักดิ์ศรี
“ถึงแม้ว่าทุกวันนี้ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีความพยายามในการเสนอร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับ ‘บำนาญประชาชน’ หลายฉบับ ที่มีจำนวนเงินใกล้เคียงเส้นแบ่งความยากจน แต่ร่างกฎหมายที่มีเนื้อหาดังกล่าวยังไม่ได้รับการเสนอต่อสภา เพราะมีประเด็นในมิติด้านการเงินการคลัง อย่างไรก็ดี คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เห็นว่ากฎหมายดังกล่าวจะเป็นหมุดหมายสำคัญที่จะทำให้ผู้สูงอายุสามารถที่จะได้รับความคุ้มครองสิทธิตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญและพันธกรณีระหว่างประเทศฯ
“การผลักดันสิทธิของผู้สูงอายุจึงต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกคน ทั้งในการออกแบบระบบกฎหมาย นโยบาย รวมถึงการปรับทัศนคติทางสังคม ที่ไม่ควรมองว่า ผู้สูงอายุคือภาระ แต่คือคนคนหนึ่งที่จะใช้ชีวิตยืนยาวอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี และมีสิทธิที่จะเลือกใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย มีความหมาย และมีความสุข ในสังคมที่เอื้อต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดี”
























