“เราอยู่บ้านเดียวกัน แต่เวลาของเราสวนทางกัน ผมทำงานกลางคืน ตอนกลางวันผมจะนอน พอเลิกงานกลับมา แม่ก็เข้านอนไปแล้ว
“ตอนตัดสินใจเปิดร้าน เราไม่ได้วางแผนว่าจะหาเงินจากตรงนี้ เราแค่อยากอยู่บ้าน และหาอะไรทำกับแม่ ก็เลยไม่ได้คิดว่ามันจะได้เงินเยอะแค่ไหน บางอาทิตย์มีกำไรหรือเปล่าไม่รู้ แต่แค่แม่มีอะไรทำก็พอแล้ว”
วันครอบครัวปีนี้ มนุษย์ต่างวัยชวนไปสัมผัสเรื่องราวความอบอุ่นของครอบครัว ‘พุ่มภักดี’ ที่มี
‘คุณต่วย ธีฆา พุ่มภักดี’ ลูกชายวัย 40 ปีที่ชวนคุณแม่ ‘แม่ตุ๊ ชเนตตา พุ่มภักดี’ วัย 79 ปี ลุกขึ้นมาทำร้านอาหารในบ้านของตัวเอง เพื่อให้แม่มีกิจกรรมทำ ไม่ต้องอยู่บ้านเหงา ๆ โดยรับลูกค้าสัปดาห์ละไม่เกิน 2 โต๊ะ และใช้ชื่อร้านว่า ‘Pid-ta ปิดตา’ ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นท่าประจำตัวที่ใช้เวลาลูกค้ามาขอถ่ายรูป และอยากให้ลูกค้าสัมผัสถึงอาหารที่เราทำได้แบบที่ปิดตาไว้ก็ยังได้กลิ่น
“แม่อายุมากแล้ว เขาอยู่บ้านกับน้องหมา พอเกษียณมาก็ไม่ค่อยมีอะไรทำ นอกจากนั่งอ่านหนังสืออยู่มุมเดิม ๆ ตอนเป็นวัยรุ่น เราค่อนข้างเกเร ไม่ค่อยได้ใช้ชีวิตกับแม่เท่าไร พอโตมาก็รู้สึกว่าอยากดูแลเขา ทุกวันนี้ผมเข้างานห้าโมงเย็น เลิกงานตีหนึ่ง กว่าจะถึงบ้านก็ตีสองกว่า กลับมาผมก็ไม่อยากกวนแม่ เวลาถึงบ้านก็แวะเรียกแม่ทีหนึ่ง ถ้าแม่ตอบกลับมาก็สบายใจแล้ว
“ผมเปิดร้านเพราะคิดว่ามันทำให้เราได้อยู่บ้านกับแม่ และทำให้เรามีเวลาดูแลบ้านมากขึ้น
แม่ผมเป็นโรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ ตอนนี้ก็ติดตามอาการอยู่ ทุกอย่างเป็นไปในทางที่ดี
ตอนที่รู้ว่าแม่เป็นมะเร็ง เราก็ให้กำลังใจแม่ แต่ไม่ได้เสียใจหรือตกใจอะไรมาก เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าวันหนึ่งคนเราก็ต้องตายจากกันไป การที่แม่ป่วยทำให้เรามองเห็นความไม่แน่นอน เราไม่รู้หรอกว่าเราจะอยู่กับแม่ได้อีกนานแค่ไหน แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นคือเราเห็นความสำคัญของการที่เรายังมีกันอยู่ วันข้างหน้ามันจะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่รู้ เรามาทำวันนี้ที่เรามีอยู่ด้วยกันดีกว่า
“แม่เขาจะเป็นคนออเดอร์มาให้ผมไปจ่ายตลาด ผมจะไปซื้อของให้ และกลับมาช่วยจัดจาน ช่วยทำบางเมนู เราจะลิสต์รายการอาหารไว้ เวลาลูกค้าจองคิวเข้ามาเราก็จะส่งเมนูให้ลูกค้าดูว่าอะไรที่เขากินได้หรือกินไม่ได้ โดยจะมีเมนูหลัก ๆ ที่ทำอยู่ประจำทุกสัปดาห์ เช่น แกงส้ม แกงกะทิ น้ำพริก ฯลฯ ส่วนเมนูอื่น ๆ จะเปลี่ยนไปทุกอาทิตย์ ขึ้นอยู่กับว่าตอนนั้นเราไปเจอวัตถุดิบอะไรที่น่าเอามาทำอาหาร
“ตอนเริ่มทำแรก ๆ ผมคิดว่าจะทำอาหารแค่ 4 อย่าง คือ ต้ม ผัด แกง ทอด แต่พอมีลูกค้าเยอะขึ้น ก็เลยทำเป็นคอร์ส พัฒนามาเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบัน ที่มี 10 เมนูต่อเซต เมนูที่ลูกค้าชอบและชมบ่อย ๆ คือ แกงกะทิไหลบัวปลาสลิด น้ำพริกกุ้งสด ข้าวยำ เนื้อเค็ม แต่ถ้าลูกค้าไม่กินเนื้อ ก็จะเปลี่ยนเป็นปลาสลิดทอด
“ร้านนี้เปิดมาเข้าปีที่ 2 แล้ว ตอนนี้คิวเต็มทั้งปี เพราะเราเปิดร้านแค่ 2 วัน วันละ 1 โต๊ะ ถ้าเปิดมากกว่านั้น แม่ก็เหนื่อย เราก็เลยเลือกที่จะทำเท่าที่เราไหว สมัยก่อนมีลูกค้าเดือนละโต๊ะ แม่เขาก็แฮปปี้แล้ว แต่พอมีสื่อเห็นและเข้ามาทำเรื่องราวของเรา ทำให้คนรู้จักเรามากขึ้น คิวก็เลยยาว
“แม่เขาดูสนุกกับการทำอาหารนะ เวลาลูกค้าชม เขาก็ยิ้ม จากที่เคยนั่งอ่านหนังสืออยู่มุมเดิม ๆ คุยกับเราบ้างนิด ๆ หน่อย ๆ แต่ทุกวันนี้เขาได้คิดเมนู ได้คุยกับลูกค้า พอทำร้านมาเข้าปีที่ 2 ผมเห็นชัดเลยว่า แม่เขาแข็งแรง และดูมีชีวิตชีวามากขึ้น
“ทุกวันนี้ยังไม่มีความคิดที่จะหยุดทำร้าน คิดว่าถ้าแม่เขายังทำไหวก็คงทำไปเรื่อย ๆ ผมคิดว่าการตัดสินใจชวนแม่มาทำร้านอาหารเป็นการตัดสินใจที่ถูกมาก ๆ ต้องขอบคุณทุกคนที่สนับสนุนเรา เพราะมันทำให้เราได้เห็นแม่แข็งแรงขึ้น มีความสุขมากขึ้น และทำให้เรากับแม่ได้ใช้เวลาร่วมกัน”
























