เบื้องหลังความสำเร็จ เทนนิส-พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ นักกีฬาเทควันโดทีมชาติไทย เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก 2020

27 กรกฎาคม 2564 | read : INSPIRATION

        7 วินาทีแห่งชัยชนะของ เทนนิส-พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ นักกีฬาเทควันโดเหรียญทองโอลิมปิกคนแรกของไทย คงเป็น 7 วินาทีแห่งความตื่นเต้นและลุ้นจนแทบลืมหายใจของคนไทยทั้งประเทศ และก็น่าจะเป็น 7 วินาทีแห่งความภาคภูมิใจของ “คุณพ่อศิริชัย วงศ์พัฒนกิจ” คุณพ่อของฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิกคนล่าสุดของไทย

 ขอบคุณภาพจาก IG :  panipak2540

 

        ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะพบกับชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ เขาคือคนที่ยืนอยู่เคียงข้างลูกสาวคนนี้แทบทุกการแข่งขัน และเป็นคนที่ดึง “เทนนิส” ที่เคยจะถอดใจให้ลุกขึ้นสู้ จนกระทั่งถึงวันที่ลูกสาวทำความฝันสูงสุดให้เป็นจริง นั่นคือ การคว้าเหรียญทองโอลิมปิกได้สำเร็จ

ทุกวินาทีมีความหมาย

        พ่อเป็นคนรักการเล่นกีฬาเลยเลือกเรียนพละศึกษาที่วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช 4 ปี และไปต่อที่ ม.อ.ปัตตานี อีก 2 ปี ตอนนั้นพ่อได้เป็นนักกีฬาทั้งฟุตบอล กรีฑา ว่ายน้ำ จนเป็นแชมป์ของภาคใต้ และได้เจอกับแม่ของเทนนิส ซึ่งเป็นนักกีฬาว่ายน้ำของ ม.อ. ปัตตานีในตอนนั้น ด้วยความที่เรารักกีฬาทั้งคู่ พอตัดสินใจว่าจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน มีลูกกัน เราเลยเห็นตรงว่า เราจะผลักดันให้ลูกของเราทุกคนคุ้นเคยและชอบกีฬาเหมือนกับเรา เพราะนั่นคือความรู้และความสามารถทั้งหมดที่พวกเรามีพอจะถ่ายทอดให้ลูกได้ ตั้งแต่นั้นทุกวินาทีที่ลูกเกิดมาผมจะเต็มที่ ทำให้ลูกทุกคนได้เกิดมาพร้อมกับสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยกีฬา

        ผมมีลูกทั้งหมด 3 คน คนโตชื่อ “โบว์ลิ่ง” คนที่ 2 ชื่อ ”เบสบอล” คนที่ 3 ก็คือ “เทนนิส” และถ้าไม่แท้งลูกคนที่ 4 ไปก็จะให้ชื่อ “เปตอง” ผมเริ่มปลูกฝังพวกเขาตั้งแต่ก่อนเกิด ตั้งแต่ชื่อ ตั้งให้เป็นชนิดกีฬารอไว้เลย อย่างน้อยเขาไม่รู้อะไร เขารู้ชื่อตัวเองเขาก็คงรู้จักกีฬานั้นแล้ว (หัวเราะ) . ในทุกวันผมจะชวนลูกไปวิ่งไม่เคยขาด ให้อิสระเขาเลือกเล่นกีฬาที่อยากเล่น ทั้งว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน วิ่ง วอลเล่ย์บอล เพราะผมอยากให้ร่างกายเขาคล่องแคล่ว กล้ามเนื้อทุกส่วนมีความแข็งแรง ได้ความเร็ว สายตาคม ทุกอย่างมันได้จากการเล่นการฝึกกีฬาทั้งนั้น ผมจะไม่ปล่อยให้ทุกเวลาผ่านไปอย่างไม่มีความหมาย จนพี่ของเทนนิสได้เป็นนักกีฬาทั้งคู่

ประสบการณ์คือเครื่องการันตีแชมป์

        พอเทนนิสเริ่มโตแม่เขาก็เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง ผมก็เป็นทั้งพ่อและแม่ให้เขา ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับแม่ว่า จะส่งเสริมลูกเรื่องกีฬาให้ถึงที่สุด ผมพาเขาไปดูการแข่งขันของพี่ชายทุกครั้ง ตอนแรกเทนนิสกับกีฬาเทควันโดคือไม่เอาเลย

        เขาบอกว่าเป็นผู้หญิงจะให้ไปเรียนกีฬาต่อสู้ เดี๋ยวก็นิ้วหัก เดี๋ยวก็ขาหัก เดี๋ยวก็ปากฉีก เลือดไหลออกจมูกก็บ่อย พอไปเห็นภาพแบบนั้นบ่อยๆ เข้า เขาก็ไม่ชอบ แต่ความไม่ชอบของเด็กในตอนนั้นมันมาจากภาพภายนอกที่เขาเห็น เขายังไม่รู้จักกีฬานั้นอย่างแท้จริงถึงแก่นของมัน ก่อนที่เขาจะตัดสินใจไม่ชอบมัน หน้าที่ของผมคือการพาเขาไปอยู่ในบรรยากาศนั้นๆ ให้บ่อยที่สุด พาเขาไปเชียร์พี่ชายเรื่อยๆ บอกให้เขาฟังถึงวิธีการของมัน หลักของมัน และประโยชน์ของมัน จนเขาสามารถเชียร์กีฬาสนุก จนพากย์ได้สนุกว่างั้นดีกว่า

        พอเขาเริ่มสนใจ ผมก็พาเขาไปแข่งทุกที่ ถ้าเขาไม่อยากไปผมก็หลอกล่อ เด็กเลี้ยงไม่ยากเลย เขาจะอยากไปเที่ยวตลอดเวลา เราก็หลอกเขาว่าถ้าลงแข่งเราจะได้ไปเที่ยวภูเก็ต อยากไปทะเลไหม อยากเห็นภูเขาหรือเปล่า พ่อไปมาแล้วน้ำใสมากเลยนะ ได้นอนห้องใหญ่ๆ สบายกว่าที่บ้านอีก แล้วก็สำเร็จทุกครั้ง (หัวเราะ)

        ตั้งแต่อายุ 9 - 11 ขวบ เวลา 3 ปี ที่ผมพาไปแข่ง ตั้งแต่แพ้แบบ 7 : 0 ร้องไห้ไม่รู้กี่ครั้ง เยอะจนจำไม่ได้ แต่เวลาและสิ่งที่ทำลงไปทั้งหมดมันไม่ได้เสียเปล่าหรอกนะ มันคือจุดเริ่มต้นเป็นแรงผลักดันให้เขาพยายามมากขึ้น เขากลับมาฝึกซ้อม ฝึกแล้วก็กลับไปฝึกอีก จนเจอข้อผิดพลาด เพื่อครั้งต่อไปเขาจะกลับมาชนะให้ได้

        พอประสบการณ์มากขึ้น เขาก็ได้เหรียญทองระดับภาค และเริ่มชนะมากขึ้นเรื่อยๆ การเล่นกีฬามันคือประสบการณ์จริงๆ ยิ่งแข่งเยอะ ก็ยิ่งได้บทเรียนเยอะ บทเรียนแต่ละครั้งมันก็ไม่เหมือนกัน เราผ่านมันมามากเท่าไรโอกาสที่เราจะชนะมันก็มากตามประสบการณ์

วัย 11 ปี ติดทีมชาติ เส้นชัยของพ่อที่ลูกทำให้

        วันที่เขาติดทีมชาติ พ่อดีใจที่สุด เราเป็นนักกีฬาเรารู้ว่ามันมีค่าแค่ไหน ทั้งชีวิตพ่อยังไม่เคยติดทีมชาติเลย ติดที่ 3 ที่ 4 ตลอด แต่ลูกสามารถทำได้ ที่ตรงนั้นมันคู่ควรกับลูกแล้ว แต่เขาจะบอกผมเสมอว่าพ่อคือเหตุผลที่เขาแข่ง เขาอยากทำให้ครอบครัวภูมิใจ ถ้าชนะก็เป็นชัยชนะของเราไม่ใช่เขาคนเดียว

        ลูกวัย 11 ปี เข้ากรุงเทพมาเก็บตัว ช่วงแรกด้วยความตื่นเต้น พ่อก็นั่งรถทัวร์เข้ากรุงเทพ 10 ชั่วโมง ไปแอบดูลูกทุกอาทิตย์ สมัยนั้นเขาปิดประตูไม่ให้ใครเข้าไปดู ผมก็ไปแอบฉีกอลูมิเนียมให้เป็นรูเล็กๆ เพื่อแอบดูเขาซ้อม (หัวเราะ) จริงๆ ไม่ได้มีแค่ผมนะ พ่อแม่หลายคนก็ไปแอบไปดูลูกตัวเองทั้งนั้น ทั้งห่วงทั้งคิดถึง เหล่าพ่อแม่ก็มาเจอกันที่รูนั้นแหละ ก็มาแอบดูอยู่เรื่อยๆ จนเทนนิสโตมาในสนามกีฬา

เพราะมันคือโอลิมปิก มันถึงต้องเหนื่อย

        พ่อรู้อยู่ตลอดว่าเทนนิสทั้งสู้ทั้งท้อ เขาอยากเลิกเล่นไม่รู้กี่ครั้ง ร้องกลับบ้านไม่รู้กี่หน ทั้งแพ้ทั้งได้แชมป์ พ่อบอกเขาเสมอให้เข้าใจเรื่องแพ้ชนะ คนที่ยืนอยู่บนแท่นชัยชนะในวันนั้นคือคนที่เคยแพ้มาแล้วทุกคน ถ้าครั้งนี้ลูกเต็มที่ แน่นอนว่าเราจะชนะ

        สำหรับเทนนิส เหรียญทองโอลิมปิกคือความฝันสูงสุด หลายปีของการผึกซ้อมเขาผ่านจุดที่เหนื่อยที่สุดเท่าที่เขาเคยผ่านมา ฝึกหนักที่สุดเท่าที่เขาเคยทำมา เพราะมันคือโอลิมปิก มันต้องเหนื่อยที่สุดในชีวิตอยู่แล้ว แต่พ่อก็เชื่อมาตลอดว่า ลูกทำได้แน่นอน

        พ่อทำให้เขารู้ว่า ไม่ว่าจะหันหน้ามากี่ครั้งลูกจะเห็นพ่อยืนเชียร์อยู่ข้างสนามทุกครั้ง ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะพ่อจะส่งรอยยิ้มให้ลูกลืมความทุกข์ทั้งหมด เพราะมันคือหน้าที่ของครอบครัว และวันนี้เทนนิสก็ทำสำเร็จ ผมไม่มีอะไรจะบอกนอกจากผมดีใจ และภูมิใจจริงๆ

        แชมป์นั้นเหมาะสมกับลูกแล้ว และแม่ก็คงภูมิใจเหมือนกัน


        สิริชัย วงค์พัฒนกิจ วัย 67 ปี พ่อของเทนนิส แชมป์เทควันโดโอลิมปิก

แท็กที่เกี่ยวข้อง

RELATED