“ชีวิตย่าเดินทางมาถึงช่วงพลบค่ำแล้ว หมายความว่าเวลามันเหลือน้อยแล้ว ดังนั้น เราต้องทำชีวิตของตัวเองให้มีความเป็นอยู่อย่างสุขสบาย รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ส่วนเรื่องการงานตอนนี้ก็ไม่ค่อยได้ทำอะไรมากแล้ว เพียงแต่มองดูสิ่งที่เคยทำไว้ให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยและเป็นปัจจุบัน
“ถ้าเปรียบกับช่วงเวลา ‘ชีวิตพลบค่ำ’ ก็คงเป็นเหมือนช่วงที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน ท้องฟ้ากำลังค่อย ๆ มืดลง แล้วเราก็กำลังมองดูความสวยงามของชีวิต หรือความสวยงามของสิ่งต่าง ๆ ที่เราสร้างมา มันไม่ใช่เรื่องน่าเศร้า แต่มันเป็นสัจธรรม”
ช่วงใกล้สิ้นปีแบบนี้ มนุษย์ต่างวัยพาไปคุยกับ ‘คุณย่ากระต่าย’ วิมล ดุลยากร แกรนด์ฟลูอินเซอร์วัย 87 ปี ขวัญใจหลาน ๆ เจนฯ Y และเจนฯ Z แห่งช่อง ‘รุงรัง Diary’ ที่ปัจจุบันมีผู้ติดตามกว่า 1.4 ล้านคน ถึงความสุขและความหมายของ ‘ชีวิตพลบค่ำ’ ในแบบของคุณย่า ที่ยังคงมีความสุขกับการใช้ชีวิตเรียบง่ายกับหลาน ๆ พร้อมเสียงหัวเราะ รอยยิ้มสดใส และมีข้อคิดดี ๆ มาฝากทุกคนอยู่เสมอ
อย่าอยู่แบบ ‘มีชีวิต’ แต่ให้อยู่เพื่อ ‘ใช้ชีวิต’
“สำหรับย่าอายุมันเป็นเพียงตัวเลข แต่เราก็ยอมรับนะว่าเราจะมาอยู่ยงคงกระพัน หรือแข็งแรงเหมือนเด็กสาว ๆ ไม่ได้ วงจรชีวิตมันชัดเจน ความเปลี่ยนแปลงมันเป็นสัจธรรม แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ต้องอยู่อย่างมีความสุข อยู่อย่างสุขภาพแข็งแรง ถึงแม้ช่วงเวลานี้เราอาจจะทำอะไรไม่ค่อยได้แล้ว แต่เราก็ต้องพยายามทำ บริหารสมอง ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวเราก็จะหลง ๆ ลืม ๆ
“ต้องกำหนดให้ชัดเจนว่า เราจะทำอะไรตอนไหน เช่น ก่อนจะเข้าห้องน้ำ ทำกิจวัตรประจำวันในตอนเช้า เราต้องบริหารร่างกายก่อนเล็กน้อย เพื่อให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว ถ้าเราไม่ออกกำลังกายเลย ทุกอย่างมันก็จะหยุดนิ่ง มันจะทำให้เรามีปัญหาสุขภาพ มีปัญหาเรื่องการทรงตัวตามมา กล้ามเนื้อต่าง ๆ ก็จะถดถอย
“ตอนกลางวันเราก็ทำสิ่งที่เราอยากทำ ทำสิ่งเรามีความสุข เช่น อ่านหนังสือ ดูทีวี พูดคุยกับลูก ๆ หลาน ๆ ตกบ่ายก็นอนพักผ่อนสักหน่อย ไม่หลับไม่เป็นไร พอตอนเย็นก็ไปออกกำลังกาย เดินเท่าที่เราเดินไหว ที่สำคัญคือไม่กินมื้อเย็นค่ำจนเกินไป เพราะเรากินแล้วก็นอน ไม่ได้ไปทำอะไรต่อ บางคนอาจจะคิดว่าอายุเท่านี้เป็นช่วงที่ไม่ต้องทำอะไรแล้ว แต่ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย เราก็จะกลายเป็นคนที่ต้องนอนติดเตียง
“เพราะคำว่า ‘ชีวิต’ มันคือการเคลื่อนไหว คือการใช้สมองตลอดเวลา เราต้องมีความสุข สนุกกับสิ่งที่เราทำ ชีวิตเราถึงจะสดชื่น อย่างเวลาที่หลาน ๆ มาชวนเล่นเกมก็แฮปปี้มากเลย เพราะมันได้บริหารสมอง ใช้สมาธิ แต่ถ้าช่วงไหนที่หลาน ๆ ไม่อยู่ก็จะพยายามหากิจกรรมทำ บางครั้งก็ออกแบบหมวก ออกแบบกระเป๋าไปแจก พยายามใช้จินตนาการเท่าที่เป็นได้ เราไม่ได้เป็น ‘สถาปนิก’ แต่เราเป็น ‘สถาปนึก’ คือ เราทำแล้วเราก็นึกว่ามันจะเป็นประโยชน์อย่างไรบ้าง การที่เราทำอะไรออกมาจากใจ ย่าว่ามันมีความสุขมาก แล้วมันก็เกิดความสำเร็จที่มองเห็นชัดเจน คือ ความพอใจของคนที่เขาได้รับในสิ่งที่เราให้ ดังนั้น ก่อนที่เราจะให้อะไรกับใคร เราต้องรู้สึกว่าสิ่งที่เราทำมันดีก่อน”
มองการจากลาให้เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต
“เรื่องของความสูญเสีย การเกิด แก่ เจ็บ ตาย มันก็เป็นของธรรมดา เป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เราต้องยอมรับ ไม่ต้องไปคิดอะไรกับมันมาก เพราะมันก็เกิดขึ้นกับทุกคน แค่จะเร็วหรือช้าเท่านั้น เราต้องเชื่อในสัจธรรมของชีวิต ถ้าเรายอมรับมันได้ เราก็จะไม่ทุกข์หรือเสียใจกับมันมาก แต่ถ้าเราไม่วางใจ ไม่ทำใจยอมรับมัน ใจเราก็จะเป็นทุกข์ เครียด เป็นกังวลไปต่าง ๆ นานา แล้วก็อาจจะทำให้เราเจ็บป่วย ไม่สบายตามไปด้วย ถ้าถามว่าแล้วเราคิดถึงเขาไหม มันก็ต้องคิดถึงแน่ ๆ ความคิดถึงมันเป็นธรรมชาติ เป็นสิ่งที่เราตัดไม่ได้ แต่คิดถึงแล้วต้องไม่ทำร้ายจิตใจตัวเอง ถ้าใครสูญเสียคนใกล้ชิดไปแล้วไม่คิดถึงเลยเนี่ยผิดปกติ
“อย่างเรามีเพื่อนฝูงอยู่ไกล ไม่ได้เจอกันเลย เราก็คิดถึง ซึ่งความคิดถึงมันไม่ได้ทำลายสุขภาพ มันเป็นแค่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจเรา ย่ามีคนรักที่ล้มหายตายจากไปเยอะแยะ ย่าก็คิดถึง แต่มันก็ไม่ได้ทำร้ายจิตใจ แค่คิดถึงเฉย ๆ เป็นปกติ เป็นธรรมดา อย่างคุณปู่เสียชีวิตไปแล้ว ย่าก็คิดถึง แต่ก็คิดว่าเขาไปสบายแล้ว ความเสียใจมันก็มีบ้างเป็นธรรมดา แต่เราไม่ได้เสียใจจนมันทำร้ายใจตัวเอง
“ทุกอย่างสำคัญที่ใจ ถ้าใจเรายอมรับ เราก็จะทำใจได้ เวลานึกถึงคนที่เขาจากไปแล้ว ก็ให้คิดว่าเขาไปสบายแล้ว เราอยู่ข้างหลัง เราก็ต้องดูแลตัวเอง ดูแลคนอื่นให้สุขสบายเช่นกัน ไปนั่งเศร้าโศกเสียใจมันก็ไม่ได้ช่วยอะไร”
ถ้าเราใช้ชีวิตเรียบง่าย ชีวิตก็จะไม่ยาก
“ย่าคิดว่าโลกในปัจจุบันมันเปลี่ยนไปจากสมัยก่อนเยอะมาก ชีวิตของคนรุ่นใหม่ก็คงค่อนข้างสับสนทั้งเรื่องการใช้ชีวิต หรือการทำงานในแต่ละวัน ตอนเป็นเด็กเราพยายามเรียนให้ดี หาความรู้ให้มาก ๆ พอจบมาแล้วเราก็อยากจะทำงานที่เราชอบ เลือกงานที่เรารัก แต่พอไปทำงาน เราก็จะเจอกับปัญหา เราอาจจะทำสำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง แต่เราก็แค่ทำด้วยใจและทำให้ดีที่สุด
“ปรับตัวอยู่เรื่อย ๆ ยืดหยุ่นกับชีวิต ถ้าทำวันนี้ดีที่สุดแล้ว พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ วันนี้ทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น เรายังมีวันต่อไปอยู่ ความอดทนและสติเป็นคุณสมบัติสำคัญที่จะทำให้เราอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ง่ายขึ้น
“ย่ามีความรู้สึกว่าการใช้ชีวิตเรียบง่าย มีความสุขกับอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ใช้จ่ายฟุ้งเฟ้อ พอใจในชีวิตของตัวเอง นั่นเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น และไม่ต้องเจอปัญหามากจนเกินไปนัก การดำเนินชีวิตเรียบง่ายจะทำให้เราเห็นผลสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ แต่ถ้าเราเริ่มใช้ชีวิตเกินตัวเมื่อไร มันจะทำให้เรามีความกังวลในชีวิตอยู่ตลอด”
สุขกับปัจจุบัน ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
“ในชีวิตที่ผ่านมาสิ่งที่มีความหมายที่สุดสำหรับย่า คือการได้ทำโรงเรียน ได้สร้างคนให้เป็นคนดี มีคุณธรรม และประสบความสำเร็จในชีวิต เป็นการสร้างคนให้ไปสร้างประเทศชาติ สร้างสังคมที่ดีต่อไป ส่วนความสุขในตอนนี้ก็คือเรื่องสุขภาพ ถ้าสุขภาพดี ทุกอย่างก็ดี วัยนี้สุขภาพต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง
“ส่วนสุขภาพทางใจก็มีลูก ๆ หลาน ๆ มีคนมาพบปะสังสรรค์ ก็มีความสุข ไม่เหงา เรื่องที่ขาดไม่ได้ คือพยายามหาความรู้ไปเรื่อย ๆ ให้สมองได้ทำงาน มีความสุขกับการเรียนรู้เท่าที่เราจะเรียนรู้ได้
“ปีใหม่นี้ย่าก็ฝากคำอวยพรถึงลูก ๆ หลาน ๆ ว่า ‘ให้ร่ำรวยความสุข ร่ำรวยคนรัก มีสุขภาพดีตลอดปี และตลอดไป’ แต่สำหรับย่า ไม่ว่าจะปีใหม่หรือปีเก่ามันก็ไม่สำคัญเท่าไร เพราะเราพยายามทำทุกวันให้ดีอยู่แล้ว ถ้าปีที่ผ่านมาเราทำไว้ดี ปีหน้ามันก็ต้องดี เพราะถ้าเราทำปัจจุบันให้ดี อนาคตมันก็จะดีตามไปด้วย
“อย่าไปกังวลในสิ่งที่มันผ่านไปแล้ว ปัจจุบันดีที่สุด ส่วนอนาคตมองไปนิด ๆ ก็พอ อย่ามองไกลมากนัก พยายามทำปัจจุบันให้มันดี มองแค่ปัจจุบัน พรุ่งนี้เราไม่รู้หรอกว่ามันจะเป็นอย่างไร อะไรก็ตามที่เราอยากทำให้ทำเลย อย่าไปคิดว่าพรุ่งนี้ค่อยทำ เราต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด”
























