เมื่อคนต่างเจนฯ มอง ‘หนี้’ ไม่เหมือนกัน

“‘หนี้’ เกิดขึ้นได้จากความเชื่อใจของผู้ให้ยืมและความรับผิดชอบของผู้ติดค้าง เราไม่ได้บอกว่า ‘หนี้’ เป็นเรื่องที่ดีหรือไม่ดี เพราะการเป็นหนี้ก็เหมือนกับการเล่นกับไฟมันจะเป็นประโยชน์หรือโทษก็อยู่ที่ว่าเราจะใช้มันอย่างไรมากกว่า”

รศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ ประธานหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้อย่างน่าสนใจในการบรรยายหัวข้อ ‘วัฒนธรรมหนี้: 2 ทศวรรษ ของข้อมูลเครดิตกับเศรษฐกิจไทย’ ในงาน ‘ข้อมูลเครดิต พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย 2 ทศวรรษ’ ที่จัดขึ้นที่ห้อง Grand Ballroom ชั้น 8 โรงแรมคาร์ลตัน กรุงเทพฯ สุขุมวิท เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

40 ปีก่อนปู่ย่าตายายเล่าให้ลูกหลานฟังว่า อย่าเป็นหนี้ถ้าไม่จำเป็น พอเข้าสู่ช่วง 20 ปีก่อน คนรุ่นพ่อแม่เริ่มกู้ซื้อรถคันแรก และมองว่าหนี้ทำให้เติบโต เป็นการลงทุนชีวิต และทำงานหนักเพื่อใช้หนี้  ปัจจุบัน กู้เพื่อเรียน ทำร้านอาหาร ท่องเที่ยว เห็นหนี้เป็น แพ็คเกจชีวิต ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนมือถือ ‘หนี้ช่วยให้มีชีวิตที่อยากได้’

การเกิดขึ้นของ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) หรือที่คนส่วนใหญ่รู้จักในชื่อของ ‘เครดิตบูโร’ ซึ่งทำหน้าที่ในการรวบรวมข้อมูลสินเชื่อและประวัติการชำระหนี้ของประชาชนจากสถาบันการเงินเพื่อนำมาจัดทำ ‘รายงานข้อมูลเครดิต’ ช่วยสะท้อนพฤติกรรมและวินัยทางการเงินของเจ้าของข้อมูล ทำให้เกิดระบบที่ชัดเจน ตรวจสอบได้ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ทำให้เรามองเห็นวัฒนธรรมและมุมมองการเป็นหนี้ของคนต่างเจเนอเรชันที่เปลี่ยนแปลงไปชัดเจนขึ้น

คนไทยเปลี่ยนวิธีมอง ‘หนี้’ อย่างไรบ้าง ?

1. การเป็นหนี้เป็นเรื่องปกติในชีวิต

สมัยก่อนเวลาไปกู้เงินคนจะรู้สึกกลัว อับอาย ต้องไปแบบลับ ๆ และต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกันถึงจะกู้ได้ แต่ทุกวันนี้การกู้เงินกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน เพราะมีกระบวนการที่ชัดเจน ตรวจสอบได้ มีการเช็กคะแนนเครดิต และทำให้การเป็นหนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวอีกต่อไป

2. พฤติกรรมหนี้เป็นเรื่องของ ‘ข้อมูล’ ไม่ใช่ ‘ศีลธรรม’

สมัยก่อน ‘หนี้’ ถูกมองเป็นเรื่องศีลธรรม ความดีความชั่ว คนจะไปกู้หนี้ยืมสินก็กลัวอับอาย กลัวถูกต่อว่า แต่ทุกวันนี้คนมอง ‘หนี้’ เป็นข้อมูลเชิงพฤติกรรม  คนจะไม่รู้สึกว่าการเป็นหนี้คือความล้มเหลวในชีวิต แต่คือการบริหารจัดการความเสี่ยง

3. ‘หนี้’ เป็นสิ่งที่เข้าถึงและตรวจสอบได้

การมีข้อมูลกลาง มีระบบที่ชัดเจน ตรวจสอบได้ ทำให้ทั้ง ‘ผู้กู้’ ได้ตัดสินใจจากข้อมูลที่ชัดเจน ไม่มีอะไรที่เป็นความลับ สามารถเห็นดอกเบี้ย วงเงินได้ ก่อนตัดสินใจกู้ยืม และผู้ให้กู้ก็สามารถใช้ข้อมูลกลางเช็กประวัติทางการเงินได้ ก่อนพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ

4. สร้าง Norm(alization) แบบใหม่ให้การเป็นหนี้

ใคร ๆ ก็สามารถกู้ได้ การใช้วงเงินฉุกเฉินเป็นเรื่องปกติ เมื่อคนรอบตัวต่างเป็นหนี้ คนก็เริ่มมีมุมมองเปลี่ยนไป สื่อตั้งแต่ยุคปี 2005 เป็นต้นมาเริ่มนำเสนอภาพของการเป็นหนี้ในมุมที่เปลี่ยนไป เช่น มีหนี้ก็ใช้คืนตามกำลัง, ผ่อน 0%, เครดิตดีก็ได้ดอกเบี้ยดี เพราะฉะนั้นหนี้จึงกลายเป็นเรื่องปกติ และการจ่ายไม่ทัน การจ่ายขั้นต่ำก็ไม่ใช่เรื่องแปลก สิ่งเหล่านี้ทำให้วัฒนธรรมการเป็นหนี้แบบใหม่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน

ทำไมวันนี้คนไทยถึง ‘ไม่กลัวหนี้’ ?

1. หนี้เป็นบันไดไต่ชนชั้น

ไม่ว่าจะเป็นบ้าน รถ การแต่งงาน การศึกษา สุขภาพ การดูแลพ่อแม่ ในทุกวันนี้การจะได้มาล้วนต้องกู้ ทำให้คนมองว่า การไม่เป็นหนี้ = ไม่เติบโต

2. ต้องการรู้สึกเสมอหรือเทียบเท่ากับคนอื่นในสังคม (Social comparison)

ทุกวันนี้โซเชียลมีเดีย สร้างวัฒนธรรม ‘ของมันต้องมี’ หนี้กลายเป็น self-affirmation คนอาจไม่ได้ต้องการสิ่งต่าง ๆ เช่น โทรศัพท์รุ่นใหม่ ไอแพด เพื่อมีชีวิตที่ดีกว่า แต่แค่ต้องการเทียบเท่ากับคนอื่นทั่วไปแบบที่เขามองเห็น

3. นิยามหรือการตีความหมายใหม่ของ ‘ความสุข’

เมื่อการซื้อของคือการสร้างความสุขในชีวิต  การเป็นหนี้ก็กลายเป็นราคาที่ต้องจ่ายเพื่อให้มีความสุข และการเติบโตก็ต้องลงทุน หลายคนก็ตีความว่าการเป็นหนี้ก็คือการลงทุนในอีกรูปแบบหนึ่ง

ผลลัพธ์คือหลักคิดแบบพุทธที่ว่า ‘หนี้คือความทุกข์’ จึงแทบจะเลือนหายไปจากสังคมไทยจนหมด

ถ้าหนี้คือไฟ 20 ปีผ่านไปคนไทยเล่นกับไฟอย่างไรบ้าง ?

จากข้อมูลของ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) ตั้งแต่ปี 2009-2025 พบว่า คนไทยเริ่มเข้าสู่สินเชื่อประเภทต่าง ๆ ในช่วงอายุ 26-35 ปี และเข้าสู่การเป็นหนี้ในระบบอย่างเป็นทางการในช่วงอายุประมาณ 35 ปี

ส่วนคนที่อายุต่ำกว่า 25 ปี จะเข้าสู่การเป็นหนี้ก้อนแรกจากการเช่าซื้อ/ลิสซิ่ง เช่น โทรศัพท์มือถือ โน้ตบุ๊ก เครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็ก หรือรถจักรยานยนต์ ซึ่งหนี้ก้อนเล็ก ๆ เหล่านี้ก็เหมือนกับการจุดไม้ขีดไฟที่กระจายไปสู่การเป็นหนี้ประเภทอื่น ๆ อย่างรวดเร็วภายใน1-2 ปี และปัญหาอาจจะไม่ได้อยู่ที่การชำระคืนไม่ได้ แต่เมื่อมีหนี้หลายก้อนก็ต้องหมุนเวียนการชำระหนี้

ในส่วนของยอดหนี้เฉลี่ยต่อคนมีการเพิ่มขึ้นเกือบทุกปี จากประมาณ 300,000 บาทจนขึ้นไปแตะที่ประมาณ 500,000-600,000 บาท ภาระหนี้โดยเฉลี่ยสูงขึ้นเร็วกว่าอัตราการเติบโตของรายได้ ซึ่งทำให้ครัวเรือนไทยมีหนี้สะสมมากขึ้น

เมื่อดูยอดหนี้ต่อบุคคลตามประเภทสินเชื่อ พบว่า หนี้ก้อนใหญ่ที่สุด คือ หนี้บ้าน รองลงมา คือ บัตรเครดิต ในสัดส่วนพอ ๆ กับรถยนต์ และตามมาด้วยหนี้ส่วนบุคคล และหนี้จากการการเช่าซื้อสินทรัพย์ต่าง ๆ

แต่ในช่วงหลังปี 2019 เป็นต้นมา จำนวนคนที่เป็นหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลเพิ่มสูงขึ้นมาก และในปี 2025 เราจะเริ่มเห็นว่า จำนวนคนที่เป็นหนี้จากการเช่าซื้อ/ลิสซิ่ง พุ่งสูงกว่าจำนวนคนเป็นหนี้บัตรเครดิตเป็นครั้งแรก รวมทั้งมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ นั่นทำให้การเช่าซื้อรถ หรือสินทรัพย์ชิ้นเล็กกลายเป็นหนี้ที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุดของคนในปัจจุบัน

อาจเป็นเพราะเรื่องของความไม่สะดวกในการเดินทาง ทำให้คนไทยเข้าถึงหนี้รถมากกว่าหนี้บ้านเยอะมาก ทั้ง ๆ ที่หนี้รถเป็นสินทรัพย์เสื่อมค่าเร็วกว่า และหนี้บ้านเป็นหนี้ที่สะสมมูลค่าได้

แม้เวลาจะผ่านไป 10 กว่าปี จำนวนประชากรและสภาพเศรษฐกิจจะเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่โอกาสในการเป็นเจ้าของบ้านของคนไทยกลับแทบไม่เพิ่มขึ้นเลย

‘ไฟ’ ไม่ใช่ปัญหา เพราะปัญหาคือ ‘ความสามารถในการเล่นกับไฟ’

ในวันที่หนี้เข้าถึงง่ายและดูเป็นเรื่องธรรมดามากขึ้น เราอาจลืมไปว่าทุกยอดผ่อนคือภาระที่ต้องรับผิดชอบ และทุกการตัดสินใจมีราคาของมันเสมอ

หนี้อาจช่วยให้เราได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ หรือเติมความสุขเล็ก ๆ ให้กับตัวเองได้ แต่เพราะหนี้ก็เหมือนกับไฟ ดังนั้น ถ้าบริหารจัดการไม่ดี ไฟที่เคยให้ความอบอุ่นและแสงสว่าง ก็อาจกลายเป็นไฟที่ลุกลามเผาไหม้ชีวิตเราได้

สุดท้ายการอยู่กับหนี้ไม่ใช่เรื่องผิด แค่ต้องอยู่ให้เป็น และรู้ว่ามันคือไฟที่เราควบคุมได้ ไม่ใช่ปล่อยให้มันกลายเป็นสิ่งที่ควบคุมเรา

Credits

Author

  • มนุษย์ต่างวัย

    Authorพื้นที่ถ่ายทอดเรื่องราวของสังคมสูงวัยในมุมที่สนุก สร้างสรรค์ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนทุกวัย

ถึงจะต่างวัยแต่ก็
อยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ