คุณเคยคิดหรือไม่ว่าอยากมีชีวิตอยู่ไปจนถึงอายุเท่าไร ?
แล้วถ้าคุณรู้ว่าตัวเองต้องอยู่ถึง 100 ปี วันนี้คุณจะใช้ชีวิตต่างไปจากเดิมหรือไม่ ?
การมีอายุ 100 ปีอาจดูมีความเป็นไปได้ไม่มากนัก สำหรับชาว Baby Boomer, เจนฯ X หรือ เจนฯ Y แต่มันกำลังจะกลายเป็นเรื่องปกติ สำหรับคนเจนฯ Z ที่เกิดหลังปี 2000 เป็นต้นไป
ข้อมูลจากงานวิจัยด้านประชากรศาสตร์ที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet คาดการณ์ว่า หากแนวโน้มอายุขัยยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เด็กส่วนใหญ่ที่เกิดหลังปี 2000 ในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี แคนาดา สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ฯลฯ จะมีชีวิตยืนยาวจนถึงอายุ 100 ปี นอกจากนี้ องค์การสหประชาชาติยังมีการคาดการณ์ว่าประชากรที่มีอายุเกิน 100 ปีทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นถึง 8 เท่าภายในปี 2050
จากอัตราการเพิ่มขึ้นของอายุขัยอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา กำลังค่อย ๆ เปลี่ยนนิยามและรูปแบบในการใช้ชีวิตของผู้คนไปเรื่อย ๆ ‘อายุ’ เริ่มกลายเป็นเพียงแค่ตัวเลข ไม่ใช่ตัวชี้วัดความสามารถ ศักยภาพ หรือข้อกำหนดในการเริ่มต้นที่จะทำหรือไม่ทำอะไร และสังคมควรเลิกตัดสินกันจากจำนวนเทียนบนเค้กวันเกิด เพราะสุขภาพและศักยภาพของคนวัยเดียวกันอาจไม่เหมือนกันเลยก็ได้ เช่น คนวัย 78 ปี ในปัจจุบัน อาจมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเท่ากับคนวัย 65 ปี ในช่วงปี 1950
ในช่วงศตวรรษที่ 20 เราใช้โมเดลชีวิตแบบ 3 ช่วง คือ ช่วงการเรียน ช่วงการทำงาน และช่วงการเกษียณ แต่เมื่ออายุขัยยืนยาวขึ้น โมเดลนี้จะกลายเป็นเรื่องล้าสมัย เรากำลังก้าวเข้าสู่ ‘ชีวิตหลายช่วง’ (Multistage Life) ที่อายุและลำดับขั้นของชีวิตจะไม่ผูกติดกันอีกต่อไป เช่น คุณอาจเป็นนักศึกษาในวัย 60 เป็นผู้จัดการระดับสูงในวัย 30 หรือ 70 ก็ได้ นอกจากนี้ จะมีการสร้างช่วงชีวิตใหม่ ๆ เช่น การพักเบรกกลางอาชีพ (Mid-career breaks) หรือการเว้นช่วงในการใช้ชีวิต (Gap year) ในวัย 40 หรือ 50 ปี
Andrew J Scott (แอนดรูว์ เจ. สก็อตต์) ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์และนักวิจัยประจำศูนย์วิจัยนโยบายเศรษฐกิจ แห่ง London Business School และผู้ร่วมเขียนหนังสือ The 100-Year Life เสนอว่า การจะมีชีวิตยืนยาวที่มีคุณภาพนั้น เราจำเป็นต้องลงทุนในสินทรัพย์ 4 ด้าน คือ
1.สินทรัพย์ด้านการทำงานและทักษะ (Productive Assets) การลงทุนในทักษะ ความรู้ และความสามารถในการทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ยังเป็นที่ต้องการในตลาดแรงงาน
2.สินทรัพย์ด้านสุขภาพและพลังชีวิต (Vitality Assets) การลงทุนในสุขภาพกาย สุขภาพจิต รวมถึงการรักษาความสัมพันธ์และมิตรภาพที่แน่นแฟ้น
3.สินทรัพย์ด้านการเปลี่ยนแปลงชีวิต (Transformational Assets) ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงและเรียนรู้สิ่งใหม่ เช่น เรียนเขียนโปรแกรม ฝึกใช้ AI เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่บทบาทใหม่ในชีวิตที่เริ่มใหม่ในแต่ละช่วงชีวิตได้
4.สินทรัพย์ด้านการเงิน (Financial Assets) การลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงิน เช่น เงินออม บ้าน เงินบำนาญ ฯลฯ เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตอิสระในช่วงชีวิตที่ยาวนานขึ้น
งานวิจัยด้านผู้สูงอายุจำนวนมากพบว่า สิ่งที่ทำให้คนมีความสุขในบั้นปลายชีวิต ไม่ใช่แค่การมีอายุยืน แต่คือการมีสุขภาพที่ดี มีความสัมพันธ์ที่ดี มีความหมายในชีวิต และยังรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า
การมีชีวิตยืนยาวจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการกินอาหารดี ออกกำลังกาย หรือมีเงินเก็บมากพอ
แต่มันคือการ ‘ออกแบบชีวิตระยะยาว’ ตั้งแต่วันนี้
เราอาจต้องเรียนรู้หลายครั้ง เปลี่ยนอาชีพหลายรอบ เริ่มต้นใหม่ไปอีกหลายช่วง และบางที คำถามที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ “เราจะมีชีวิตยืนยาวแค่ไหน” แต่อาจเป็น ‘ถ้าเราต้องมีชีวิตยืนยาว เราอยากจะเป็นคนแบบไหน และอยู่อย่างไรในตอนนั้น’
เพราะชีวิตที่ยืนยาว ไม่ได้เริ่มในตอนที่เราแก่ชรา แต่มันเริ่มตั้งแต่วันนี้ จากวิธีที่เราใช้ชีวิตในทุก ๆ วัน
“ชีวิตไม่ว่าจะสั้นหรือยาว ก็อยากให้จอยกว่าเดิม”
ชวนมา “ลอง” พบกับประสบการณ์ที่จะทำให้มอง Longevity ในมุมใหม่
“ลอง” ตั้งคำถามกับชีวิตที่อาจยืนยาวกว่าที่คิด
“ลอง” หาไอเดียใหม่ ๆ ในการดูแลต้นทุนชีวิตให้มั่นคงมากขึ้น
“ลอง” เริ่มเปลี่ยนตั้งแต่วันนี้ เพื่อหาเหตุผลที่ทำให้เราอยากตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตในวันพรุ่งนี้
ที่งานมนุษย์ต่างวัย Fest 2026 ‘ลองGEVITY อยู่กันไปยาว ๆ ให้จอยกว่าเดิม’
Impact Exhibition Center Hall 6
ติดตามรายละเอียดการลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้จากทุกช่องทางของมนุษย์ต่างวัย
อ้างอิง
https://www.pew.org/en/research-and-analysis/articles/2019/02/01/living-longer-our-100-year-life?utm
























