ทำไม ‘การอยู่ใกล้กัน’ อาจเป็นทางออกของเมืองที่คนกำลังแก่ตัว Compact City โมเดลบริหารเมืองของญี่ปุ่น

ปี 2569 ประเทศไทยมีประชากรประมาณ 67 ล้านคน แต่มีแนวโน้มว่าจำนวนประชากรจะเข้าสู่ภาวะที่คงที่และลดลงเรื่อย ๆ และจำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มจาก 18% เป็น 27% ซึ่งจะเท่ากับจำนวนผู้สูงอายุของประเทศญี่ปุ่นในอีก 15 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ ขนาดของครัวเรือนก็จะเล็กลงเรื่อย ๆ ทำให้อัตราการเกิดลดลง และภาวะการอยู่อย่างโดดเดี่ยวของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น

แต่ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขจำนวนประชากรที่ลดลงเท่านั้นที่น่ากังวล เรื่องการกระจายตัวของประชากรก็เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะทุกวันนี้กว่า 61% ของสิ่งปลูกสร้างอยู่ในพื้นที่นอกเขตเทศบาลทั้งหมด และผู้สูงอายุส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชานเมือง ซึ่งห่างไกลจากโรงพยาบาลรัฐบาลและระบบขนส่งสาธารณะ ทำให้การเข้าถึงบริการพื้นฐานเป็นเรื่องยาก

เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นและได้เริ่มดำเนินการแก้ปัญหาไปแล้วในประเทศญี่ปุ่น แน่นอนว่าบริบทต่าง ๆ ในบ้านเมืองของเขาอาจไม่เหมือนกับเราทั้งหมด แต่ในเมื่อเรากำลังเดินตามรอยเส้นทางของสถานการณ์ทางสังคมที่คล้ายกัน การศึกษา เรียนรู้ และดูว่าบ้านเมืองของเขามีวิธีการจัดการและรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร เพื่อให้มีความพร้อมมากที่สุดในวันที่เด็กเกิดใหม่น้อยลง วัยแรงงานเริ่มหายไป และผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

Compact City ทางออกของญี่ปุ่นในวันที่ประชากรลดลง

จำนวนประชากรของญี่ปุ่นเริ่มลดลงครั้งแรกในปี 2008 โดยเป็นประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ต่างจังหวัด หรือในส่วนภูมิภาค มากกว่าเมืองใหญ่อย่าง โตเกียว หรือโอซากา และความท้าทายสำคัญอีกด้าน คือการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้สูงอายุ ซึ่งมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ และไม่สอดคล้องกับจำนวนโรงพยาบาล หรือเดย์แคร์เซนเตอร์ (ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ) ที่มีอยู่ และเมื่อคนน้อยลง สิ่งที่ตามมาอีกอย่างก็คือการยกเลิกการให้บริการระบบขนส่งสาธารณะในพื้นที่

เมื่อโครงสร้างประชากรเริ่มเปลี่ยน ญี่ปุ่นจึงรับมือกับปัญหานี้ด้วยการบริหารจัดการเมืองด้วยแนวคิดที่เรียกว่า Compact City ซึ่งมีหลักการง่าย ๆ คือการดึงเอาประชากรที่กระจายตัวให้มาอยู่รวมกันในพื้นที่ที่เลือกไว้ แล้วเพิ่มประสิทธิภาพของบริการขนส่งสาธารณะในพื้นที่นั้นให้มากที่สุด เมื่อคนใช้บริการขนส่งสาธารณะเพิ่มขึ้น ก็จะมีการใช้รถยนต์น้อยลง ลดการปล่อยคาร์บอนสู่สิ่งแวดล้อม และเอื้อให้คนอยากเดินมากกว่าเดิม

แนวคิดนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าการบริหารจัดการเมืองแบบ ‘ไม้เสียบลูกชิ้น’ โดยที่ลูกชิ้นเปรียบได้กับการทำเมืองให้ ‘กระชับ’ (Compact) นั่นคือการดึงเอาประชากรและบริการต่าง ๆ กลับมาอยู่รวมกันในศูนย์กลางเมืองหรือจุดยุทธศาสตร์ เพื่อให้เกิดความคุ้มทุนในการให้บริการ

ไม้เสียบ คือ ‘โครงข่ายการเดินทาง’ (Network) ที่เชื่อมต่อลูกชิ้นแต่ละลูกหรือแลนมาร์กสำคัญแต่ละแห่งเข้าด้วยกัน ด้วยระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ ทำให้คนสามารถเข้าถึงโรงพยาบาล หรือพื้นที่สาธารณะได้สะดวก โดยไม่จำเป็นต้องมีรถส่วนตัว

ตัวอย่างของ Compact City คือเมืองโทยามะ (Toyama) เมืองเล็ก ๆ ที่พัฒนาระบบรถรางในเมืองเพื่อเชื่อมต่อพื้นที่ส่วนกลางไปยังพื้นทื่ให้บริการสาธารณะสำคัญ ๆ ที่อยู่ในเมือง นอกจากนี้ รัฐยังช่วยสนับสนุนเงินอุดหนุนให้กับคนที่มาพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัยในพื้นที่ตามแนวสถานีรถรางด้วย

อีกกรณีศึกษาที่น่าสนใจ คือเมืองรองอย่าง ‘วากายามะ’ (Wakayama) ญี่ปุ่นได้ปรับเปลี่ยนโรงเรียนที่ต้องปิดตัวลงเพราะจำนวนเด็กลดลงให้กลายเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่เข้าสู่ใจกลางเมือง นอกจากนี้ ยังมีการใช้โมเดล PFI (Private Finance Initiative) ที่เปิดให้เอกชนเข้ามาบริหารจัดการสวนสาธารณะ โดยอนุญาตให้เปิดร้านอาหารหรือคาเฟ่ในพื้นที่ได้ เพื่อแลกกับการดูแลพื้นที่สีเขียว ช่วยลดภาระงบประมาณของรัฐ และสร้างย่านที่มีเสน่ห์ในการใช้ชีวิต

ทำไมเมืองที่ดี ถึงต้องเป็นเมืองที่คนอยู่หนาแน่น ?

หลายคนอาจกังวลว่าการอยู่กันอย่างหนาแน่นอาจทำให้รู้สึกอึดอัด แต่จากประสบการณ์ของประเทศญี่ปุ่น กลับพบข้อดีหลาย ๆ อย่างที่น่าสนใจจากการรวมประชากรไว้ในที่เดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น

1. ช่วยให้คนสุขภาพดีขึ้น

เมืองที่สามารถเดินได้ (Walkable City) อากาศดี มีพื้นที่สาธารณะ หรือสถานที่สำคัญที่เชื่อมถึงกันได้ง่าย ทำให้คนอยากออกมาเดินมากขึ้น ซึ่งสิ่งนี้ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนมีสุขภาพแข็งแรงขึ้น

2. ช่วยให้ธุรกิจท้องถิ่นอยู่รอด

การที่ร้านสะดวกซื้อจะอยู่รอดได้ จะต้องมีประชากรอย่างน้อย 3,000 คนในพื้นที่รัศมี 500 เมตร การรวมกลุ่มประชากร จึงเป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยรักษาเศรษฐกิจในชุมชนไว้

3. ช่วยลดความโดดเดี่ยวของผู้สูงอายุ

การมีพื้นที่สาธารณะใกล้บ้าน มีระบบขนส่งมวลชนที่มีคุณภาพ ทำให้ผู้สูงอายุอยากออกมาใช้ชีวิตนอกบ้าน อยากไปเจอเพื่อนฝูง พบปะผู้คนใหม่ ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยลดปัญหาการเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว (Solitary Death) ของผู้สูงอายุได้

เพื่อให้การสร้าง Compact City ดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ญี่ปุ่นได้ออกกฎหมายฉบับใหม่ที่เรียกว่า ‘กฎหมายการปรับฐานที่ตั้ง’ (Location Normalization) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจกับการปกครองส่วนท้องถิ่นในการที่จะทำให้ Compact City เกิดขึ้นได้ง่าย โดยกฎหมายฉบับนี้ถูกประกาศใช้ในปี 2014

การมีกฎหมายฉบับนี้ช่วยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถออกกฎระเบียบกควบคุมการพัฒนาพื้นที่นอกเขตเมืองที่จะทำ Compact City ได้มากขึ้น โดยที่หัวใจสำคัญของกระบวนการทั้งหมด ไม่ใช่การเวนคืนหรือการบังคับให้ทุกคนย้ายจากชานเมืองเข้ามาอยู่ในเมือง แต่เป็นการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาใหม่ ๆ ลงทุนทำโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะ เพื่อดึงดูดให้คนตัดสินใจย้ายเข้ามาอยู่ในพื้นที่ที่จะทำให้พวกเขามีชีวิตที่สะดวกสบายและมีคุณภาพมากขึ้น

การเตรียมเมืองให้พร้อมสำหรับรูปแบบสังคมที่กำลังค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่เรื่องที่รอได้ หรือมีเวลามากมายนัก หากเรายังปล่อยให้เมืองขยายตัวอย่างไร้ทิศทาง ปล่อยให้คนอยู่อย่างกระจัดกระจาย ปล่อยให้บริการสาธารณะที่สำคัญ ๆ มีอยู่อย่างจำกัดแค่ในบางพื้นที่ และปล่อยให้พื้นที่ส่วนกลางที่ผู้คนจะได้มาใช้ชีวิตร่วมกันค่อย ๆ กลายเป็นพื้นที่รกร้างและไม่ปลอดภัย สุดท้ายเมื่อถึงวันที่ประชากรลดลงอย่างเต็มรูปแบบ เราก็อาจจะไม่เหลือทรัพยากรที่มีคุณภาพ และเพียงพอที่จะใช้ดูแลคุณภาพชีวิตของใครได้เลย

อ้างอิง

การบรรยายพิเศษ อาหารสมองคนเมือง ผังเมืองจุฬาฯ ห้าทศวรรษ

หัวข้อ ‘การบริหารจัดการเมืองในสภาวะประชากรลดจำนวน: ประสบการณ์จากญี่ปุ่น’

ภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โดย Mr. OZAWA Haruka

เลขานุการเอกฝ่ายโครงสร้างพื้นฐาน

สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย

Credits

Author

ถึงจะต่างวัยแต่ก็
อยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ