ชาวมิลเลนเนียล เสี่ยงเป็นมะเร็งเร็วและมากกว่าคนรุ่นพ่อแม่

รู้หรือไม่ ? คนรุ่นมิลเลนเนียล (คนที่เกิดระหว่างปี 1981-1995) เป็นคนเจเนอเรชันแรกที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดเนื้องอกหรือมะเร็งมากกว่าคนรุ่นพ่อแม่ของตัวเอง

งานวิจัยเรื่องแนวโน้มทั่วโลกของอุบัติการณ์ การเสียชีวิต ภาระโรค และปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งที่เกิดก่อนวัยอันควร (Early-onset Cancer) ที่ตีพิมพ์ในวารสาร BMJ Oncology ปี 2023 พบว่า ในปี 1990 ถึง 2019 ทั่วโลกมีจำนวนผู้ป่วยมะเร็งในกลุ่มคนอายุต่ำกว่า 50 ปี เพิ่มขึ้นถึง 79.1% และมีอัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 27.7% รวมทั้งยังมีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2030 จำนวนผู้ป่วยใหม่และการเสียชีวิตจากมะเร็งในคนอายุน้อยทั่วโลกจะเพิ่มขึ้น 31% และ 21% ตามลำดับ

ปัจจัยสำคัญของความเปลี่ยนแปลงที่ทำให้โรคมะเร็งที่เคยเป็นโรคที่เกิดกับคนในวัยผู้ใหญ่ตอนปลายหรือผู้สูงอายุกลับเกิดขึ้นในคนที่อายุน้อยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ล้วนมาจากปัจจัยที่อยู่ในวิถีชีวิตประจำวัน ราว 80% ของโรคมะเร็งที่เกิดขึ้นเป็นเคสแบบ ‘เกิดขึ้นเอง’ (Sporadic) ซึ่งหมายความว่าไม่ได้มีสาเหตุมาจากการส่งต่อทางพันธุกรรม แต่เกิดจากปัจจัยภายนอกที่เข้าไปทำลาย DNA สะสมต่อเนื่องเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็น อาหารที่เรากิน อากาศที่เราหายใจ กิจกรรมทางกาย การพักผ่อน ความเครียด รวมทั้งการสัมผัสสารอันตรายต่าง ๆ

การกินที่มากเกินไป

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ปี 2022 มีเด็กและเยาวชนอายุระหว่าง 5-19 ปี มากกว่า 390 ล้านคนที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน ซึ่งในจำนวนนี้มีถึง 160 ล้านคนที่เข้าข่ายเป็นโรคอ้วน

สภาวะนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของความสวยความงาม แต่มันเชื่อมโยงกับภาวะดื้ออินซูลิน การอักเสบเรื้อรังระดับต่ำ และการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ซึ่งล้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม รวมทั้งมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

สิ่งสำคัญที่สุด คือผลกระทบจากโรคอ้วนในวัยเด็กไม่ได้หายไปเมื่ออายุมากขึ้น

มูลนิธิมะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colon Cancer Foundation) ในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เผยผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากประชากรกว่า 4.7 ล้านคน พบว่า คนที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) สูงในช่วงต้นของชีวิต มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่มากขึ้นในวัยผู้ใหญ่ โดยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 39% ในผู้ชาย และเพิ่มขึ้น 19% ในผู้หญิง เมื่อเทียบกับผู้ที่มีดัชนีมวลกายตามเกณฑ์ปกติในวัยเด็ก

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เราเคยเชื่อกันว่า การดื่มไวน์สักแก้วอาจช่วยดูแลสุขภาพได้ในบางแง่มุม แต่ในปัจจุบันเรารู้แล้วว่า ไม่มีระดับการดื่มแอลกอฮอล์ใดที่ปลอดภัยต่อร่างกายเลย โดยหน่วยงานระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยมะเร็ง (IARC) ได้จัดให้แอลกอฮอล์อยู่ในกลุ่มที่ 1 ของสารก่อมะเร็ง ซึ่งเป็นระดับเดียวกับ ‘ยาสูบ’

เหตุผลที่เป็นเช่นนี้เพราะร่างกายจะเปลี่ยนเอทานอล (Ethanol) ให้กลายเป็นอะเซทัลดีไฮด์ (Acetaldehyde) ซึ่งเป็นสารประกอบที่ทำลาย DNA โดยตรง นอกจากนี้ ผลสำรวจ EDADES ปี 2024 โดยกระทรวงสาธารณสุขของสเปน ซึ่งได้เจาะลึกถึงระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกันตามพฤติกรรมของคนแต่ละรุ่น ยังชี้ให้เห็นว่า ในขณะที่กลุ่มเบบี้บูมเมอร์ (ผู้ที่เกิดระหว่างปี 1946-1964) มักจะดื่มเป็นประจำทุกวัน แต่กลุ่มมิลเลนเนียลกลับมีแนวโน้มที่จะดื่มไม่บ่อยนัก แต่เวลาดื่มก็มักจะเป็นการดื่มหนักแบบรวดเดียว (Binge Drinking) ซึ่งส่งผลเสียและมีความเสี่ยงต่อสุขภาพอย่างร้ายแรง

แต่ที่แย่กว่านั้นคืองานวิจัยบางชิ้นยังพบว่า เบียร์หลายยี่ห้อมีสารปนเปื้อนจำพวก PFAS (Perfluoroalkyl substances) หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘สารเคมีชั่วกัลปาวสาน’ (Forever chemicals) ซึ่งสารเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกับการเพิ่มขึ้นของอัตราการเกิดมะเร็งอัณฑะและมะเร็งไต

การนอนหลับที่ไม่มีคุณภาพ

ผลสำรวจล่าสุดเผยว่ากลุ่มมิลเลนเนียลและเจนฯ Z มีชั่วโมงการนอนเฉลี่ยต่อคืนน้อยกว่ากลุ่มเบบี้บูมเมอร์ 30-45 นาที สาเหตุหลักมาจากการสัมผัสแสงจากหน้าจอและโซเชียลมีเดียในเวลากลางคืน แสงเหล่านี้จะเข้าไปขัดขวางการหลั่งเมลาโทนิน ซึ่งเป็นสารต้านมะเร็งธรรมชาติในร่างกาย

การอดนอนเรื้อรังไม่เพียงแต่จะขัดขวางกระบวนการซ่อมแซม DNA เท่านั้น แต่ยังลดทอนเกราะป้องกันโรคมะเร็งจากเมลาโทนินอีกด้วย เนื่องจากการลดลงของฮอร์โมนชนิดนี้มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการลดความสามารถในการต่อต้านความเสียหายของ DNA ที่เกิดจากอนุมูลอิสระ (Oxidative DNA damage) และส่งผลให้เซลล์แบ่งตัวผิดปกติมากขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น การที่นาฬิกาชีวิตรวน ยังเข้าไปแทรกแซงการทำงานของยีนสำคัญ ที่มีหน้าที่ซ่อมแซม DNA ทำให้ร่างกายเกิดการสะสมของการกลายพันธุ์ (Mutations) ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อกระบวนการก่อตัวของเนื้องอกและมะเร็ง

ภาระความเครียด

คนกลุ่มมิลเลนเนียลอาจเป็นเจเนอเรชันที่ต้องเผชิญกับระดับคอร์ติซอลสูงที่สุด เมื่อฮอร์โมนความเครียดชนิดนี้ค้างอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ไม่เพียงแต่จะกระตุ้นให้เกิดภาวะดื้ออินซูลินและความดันโลหิตสูงเท่านั้น แต่ยังทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงอีกด้วย

งานวิจัยชี้ให้เห็นว่า ความเครียดเรื้อรังช่วยเพิ่มการอักเสบในร่างกาย ขัดขวางกลไกการป้องกันตนเองในการกำจัดเซลล์ที่ผิดปกติ และอาจถึงขั้น ‘ปลุก’ เซลล์เนื้องอกที่สงบนิ่งอยู่ให้ตื่นขึ้นมาได้ ข้อเท็จจริงจากผลการศึกษาในกลุ่มคนทั่วไป พบว่า ผู้ที่มีระดับความเครียดสูงมีโอกาสเสียชีวิตจากโรคมะเร็งมากกว่าผู้ที่จัดการความเครียดได้ดีถึง 2 เท่า

ความเสี่ยงจากการใช้ยาโดยไม่ปรึกษาแพทย์

คนรุ่นใหม่มีแนวโน้มที่จะซื้อยามากินเองมากกว่าคนรุ่นก่อน ๆ ซึ่งพฤติกรรมนี้ก่อให้เกิดความเสี่ยงใหม่ ๆ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

การใช้ยาพาราเซตามอลบ่อยครั้งมีความเชื่อมโยงกับความเสียหายของตับที่เพิ่มขึ้น และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับได้

ยาคุมกำเนิดชนิดรับประทาน ซึ่งมักจะใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูกเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แม้ว่าจะช่วยป้องกันมะเร็งรังไข่และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้ก็ตาม

นอกจากนี้ การใช้ยาลดกรดและยาปฏิชีวนะเป็นเวลานานยังเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของมะเร็งระบบทางเดินอาหารผ่านกลไกทางอ้อม เช่น สารก่อมะเร็ง หรือภาวะจุลินทรีย์ในลำไส้ไม่สมดุล (Intestinal Dysbiosis) อีกด้วย

อ้างอิง

Credits

Author

ถึงจะต่างวัยแต่ก็
อยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ