จากคนไม่เคยออกกำลังกาย สู่การเป็น HYROX Finisher วัย 60+ – ‘พ่อดำ’ กฤษณะ พงษ์ทองเจริญ วัย 62 ปี

ช่วงนี้หลายคนคงได้ยินชื่อของ ‘HYROX’ และอาจทำให้สงสัยว่าคืออะไร ทำไมคนถึงให้ความสนใจกันมาก ถ้าพูดให้เข้าใจง่าย ๆ HYROX คือการแข่งขันฟิตเนสมวลชนในร่ม ที่ผสมผสานระหว่างการวิ่งและท่วงท่าการเคลื่อนไหวที่ใช้กล้ามเนื้อแทบทุกส่วนของร่างกาย (Functional Movement) ประกอบด้วยการวิ่งระยะทาง 1 กิโลเมตร ตามด้วยท่าออกกำลังกาย 1 ท่า ทำแบบนี้วนซ้ำทั้งหมด 8 รอบ จึงจะถือว่าแข่งขันเสร็จสมบูรณ์และได้รับเวลาเข้าเส้นชัยอย่างเป็นทางการ

มันคงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนัก ถ้าเราจะเห็นดารา บุคคลมีชื่อเสียง นักวิ่ง เทรนเนอร์ หรือคนทำงานสาย healthy เข้าร่วมแข่งขันในรายการนี้ แต่วันนี้เราก็กลับเจอคนวัย 62 ปี ที่บอกว่าตัวเองไม่ใช่นักกีฬา ไม่ชอบ ไม่สนใจเรื่องออกกำลังกาย และไม่เคยแม้แต่ออกไปวิ่งมาก่อนเลยในชีวิตมาเข้าร่วมแข่งขันในสนาม HYROX Bangkok 2026 ที่ผ่านมาด้วย

“เมื่อก่อนไม่เข้าใจว่าทำไมต้องไปออกกำลังกาย ไม่รู้ว่าไปวิ่งแล้วมันจะได้อะไร แต่พอมันเจ็บป่วยขึ้นมา เรารู้แล้วว่ามันลำบากคนอื่น มันเป็นภาระให้กับครอบครัว

“การออกกำลังกายทำให้ร่างกายเราเปลี่ยนแบบเห็นชัดมาก เรามีกล้ามเนื้อมากขึ้น มีแรงแขน แรงขา พุงก็หายไป ค่าความดันโลหิตก็ดีขึ้นมาก อาการหน้ามืดที่เคยเป็น ก็ไม่กลับมาเป็นอีกเลย เราก็เลยออกกำลังกายทุกวัน”

มนุษย์ต่างวัย คุยกับ ‘พ่อดำ’ กฤษณะ พงษ์ทองเจริญ วัย 62 ปี ผู้จบการแข่งขันในสนาม HYROX Bangkok 2026 รุ่น Hyrox Men Doubles หรือชายคู่ ไปด้วยเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมงครึ่ง โดยใช้เวลาเตรียมร่างกายและฝึกซ้อมประมาณ 2 เดือน โดยที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยเล่นกีฬา ออกกำลังกาย หรือเข้าฟิตเนสมาก่อนเลย

‘จุดเปลี่ยน’ ที่เริ่มจากความ ‘เจ็บป่วย’

“พ่อมีโรคประจำตัวคือโรคความดันโลหิตสูงเป็นมา 10 ปีแล้ว ก่อนหน้านี้ก็หาหมอ กินยาตามปกติ แต่ไม่เคยออกกำลังกายเลย เพิ่งมาเริ่มทำเมื่อประมาณ 2 เดือนที่แล้ว เพราะอยู่ ๆ วันหนึ่งรู้สึกเวียนหัวมากจนลุกขึ้นนั่งไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้เลย ต้องนอนอยู่ 3 วัน หลังจากอาการดีขึ้น ก็เลยตัดสินใจว่าคงต้องเริ่มดูแลสุขภาพ และออกกำลังกายอย่างจริงจัง

“ตอนนี้พ่อเกษียณตัวเองแล้ว ทำงานค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่บ้าน ก็เลยมีเวลามากขึ้น พอดีช่วงนั้นเป็นช่วงที่มีการรับสมัครลงแข่ง HYROX ลูกสาวก็เลยมาชวนไปเข้าร่วมการแข่งขัน พ่อคิดว่าอยากลองดู อยากเอาชนะร่างกาย เอาชนะใจตัวเอง ก็เลยตัดสินใจลงแข่ง เพราะเราก็ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน ก็อยากรู้ว่าถ้าไปทำอะไรแบบนั้น เราจะผ่านมันไปได้ไหม

“ก่อนที่จะลงสนาม HYROX ก็มีการเตรียมตัวพอสมควร โดยลูกสาวและลูกเขยช่วยดูแลเรื่องตารางการฝึกซ้อมให้ ช่วงแรกจะฝึกเวทเทรนนิ่ง 3 วันต่อสัปดาห์ โดยแบ่งเป็นวันเล่นอกกับไหล่ เล่นหลังกับแขน และเล่นขา ปั่นจักรยานทุกวัน วันละ 30 นาที พอร่างกายเริ่มปรับตัวได้ ก็เริ่มไปวิ่งจ็อกกิงในหมู่บ้าน ค่อย ๆ ทำไปเรื่อย ๆ ถ้าเหนื่อยก็สลับมาเดิน เพื่อให้ร่างกายชินกับการวิ่ง เพราะตอนไปแข่งต้องวิ่งค่อนข้างเยอะ และไปฝึกเล่น HYROX ที่ยิมสัปดาห์ละ 1 วัน ให้ร่างกายคุ้นชินกับสเตชั่นต่าง ๆ และเรียนรู้กติกาเหมือนการฝึกซ้อมเสมือนจริงก่อนลงสนาม

“นอกจากนี้ก็มีการไปตรวจเช็กค่า VO2 Max (ค่าความฟิตของร่างกายหรือค่าออกซิเจนที่ร่างกายใช้ในช่วงที่ออกกำลังจนเหนื่อยที่สุด) ก่อนแข่ง ผลตรวจก็ออกมาก็พบว่าปอดทำงานดีมาก ถึงแม้จะเหนื่อยเต็มที่ แต่ก็ยังหายใจได้อีก 13% พอเห็นค่าต่าง ๆ มันออกมาดี พ่อก็เลยลงแข่งได้อย่างสบายใจ ไม่กังวลอะไร”

สนามที่แข่งใจตัวเอง

“จำได้ว่าวินาทีแรกที่ลงสนาม ตื่นเต้นมาก ตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูก เพราะเราไม่เคยมาอยู่ในฮอล์ที่มีคนเยอะ ๆ แบบนี้ มองไปรอบข้างก็เห็นแต่คนหนุ่ม ๆ สาว ๆ คนรุ่นราวคราวเดียวกัน ส่วนใหญ่ก็เป็นคนต่างชาติ มันเป็นประสบการณ์ที่ดี มีแต่เสียงเชียร์ มีแต่การให้กำลังใจกัน แม้แต่ตอนที่เราเจ็บขา เจ้าหน้าที่ในสนามก็เอาสเปรย์เข้ามาฉีด แล้วยกนิ้วให้ เพื่อชื่นชมและให้กำลังใจเรา

“สำหรับพ่อ HYROX เป็นกีฬาที่ออกแบบมาดีมาก เขาปล่อยให้เราเล่นไปเรื่อย ๆ ไม่ได้กดดันเรา มีกิจกรรมให้ทำหลายสเตชัน แต่ละอย่างก็มีความท้าทายแตกต่างกันไป มันสนุก ได้ทำอะไรหลากหลาย ที่สำคัญคือทำให้เราได้เจอมวลชน เจอคนเยอะ ได้เจอคนต่างชาติ ต่างสาขาอาชีพที่มาลงแข่ง มีแต่คนเก่ง ๆ ทั้งนั้น มันทำให้พ่อรู้สึกประหลาดใจว่าการออกกำลังกายมันเปลี่ยนไปขนาดนี้แล้วเหรอ เพราะสมัยที่เราเป็นวัยรุ่นมันไม่มีกีฬาแบบนี้

“สเตชันที่พ่อชอบที่สุด คือ สเตชัน Sandbag Lunges หรือการแบกกระสอบทรายเดินก้าวไปแล้วย่อตัวลงเอาเข่าแตะพื้น ครั้งแรกไปฝึกที่ยิม แค่เอากระสอบทราย 20 กิโลขึ้นบ่าแล้วก้าวไปข้างหน้า ก็ลงไปนั่งพับเพียบแล้ว แค่ก้าวเดียวยังไม่ผ่านเลย แต่พ่อก็กลับมาฝึกต่อที่บ้าน ฝึกไปเรื่อย ๆ จนทำได้วันละ 10 ก้าว 20 ก้าว แต่ไม่มีโอกาสได้เล่นในงานแข่ง เพราะตอนนั้นเจ็บขามากจนงอไม่ได้ ก็เลยให้ลูกเขยเป็นคนเล่นแทน

“ตอนไปแข่งพ่อไม่ได้คิดอะไรเลย นอกจากเรามาแล้ว เราต้องทำให้ได้ ให้จบ สุดท้ายก็สามารถจบการแข่งขันมาได้ที่เวลา 2 ชั่วโมง 24 นาที ซึ่งถือว่าทำเวลาได้ดีกว่าที่ตั้งใจไว้ คิดว่าถ้าไม่เจ็บขาก็น่าจะทำเวลาได้ดีกว่านี้อีก”

เบื้องหลังของความสำเร็จ

พ่อดำบอกว่าสิ่งสำคัญที่ทำให้เอาชนะความยากลำบาก อุปสรรคต่าง ๆ และชนะใจตัวเองจนจบการแข่งขัน HYROX ในครั้งนี้มาได้มีอยู่ 3 เรื่อง คือ ความรู้ วินัย และกำลังใจจากครอบครัว เพราะการออกกำลังกาย การวิ่งถ้าทำไม่ถูก ก็จะทำต่อเนื่องนาน ๆ ไม่ได้ แต่ถ้ามีความรู้ ก็จะทำได้อย่างถูกต้อง วินัยที่เป็นสิ่งสำคัญเพราะถ้าเราถอดใจ ยอมแพ้ หรือล้มเลิกไปกลางทาง มันสมรรถภาพร่างกายก็จะไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ และสุดท้ายคือกำลังใจที่เป็นสิ่งที่ทำให้มีแรงฮึดขึ้นมาสู้ต่อได้ เพราะอยากทำให้คนที่รักภูมิใจและมีความสุข

“จากที่เจ็บมาก ๆ พอเห็นหน้า ได้ยินเสียงเชียร์ ได้กำลังใจจากลูกสาว จากครอบครัวที่อยู่ข้างสนาม ก็เหมือนกับว่าความเจ็บมันค่อย ๆ น้อยลง และรู้สึกมีเรี่ยวแรงกลับมาอีกครั้ง เพราะอยากให้ลูก ๆ ได้เห็นว่าพ่อก็ทำได้ และแข็งแรงไม่แพ้คนอื่น

“รู้สึกดีใจที่ได้มีส่วนร่วมในการแข่งขันครั้งนี้ และภูมิใจมากที่จบการแข่งขันมาได้ ปีหน้าถ้ามีโอกาสคิดว่าจะไปแข่งอีกแน่นอน ส่วนตอนนี้ก็รู้สึกว่าอยากตั้งใจฝึกซ้อมให้หนักกว่าเดิมขึ้นไปอีก เพราะอยากไปลงรายการวิ่งในสนามต่าง ๆ อาจจะเริ่มจากระยะ 5 หรือ 10 กิโลเมตรไปก่อน แล้วถ้ามีโอกาสก็อยากไปลงสนามมาราธอนสักครั้งในชีวิต”

ไม่ได้เปลี่ยนแค่ร่างกาย แต่เปลี่ยนชีวิต

“เมื่อก่อนเวลาไปหาหมอ หมอก็จะเตือนตลอดว่าความดันเราสูงนะ ค่าน้ำตาลมันจะเกินแล้วนะ แต่พอเรามาออกกำลังกาย ค่าต่าง ๆ ในร่างกายมันก็ดีขึ้น ก่อนหน้าที่จะมาออกกำลังกาย พ่อไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะได้มาทำอะไรแบบนี้ตอนอายุ 60 กว่า ๆ คิดแค่ว่าเกษียณแล้วคงอยู่สบาย ๆ ทำอะไรช่วยที่บ้านนิด ๆ หน่อย ๆ แต่พอเริ่มมาออกกำลังกาย แล้วได้เห็นร่างกายเปลี่ยนไปในทางที่ดี มันก็ชอบขึ้นมาเลย เพราะทำแล้วมันรู้สึกสบายตัว จนเหมือนเราเสพติดการออกกำลังกายไปแล้ว

“พ่อคิดว่าคงจะออกกำลังกาย ฝึกตัวเองไปเรื่อย ๆ ตราบเท่าที่เราจะทำไหว เพื่อลดภาระลูกหลาน และพึ่งตัวเองให้ได้มากและยาวนานที่สุด ทุกวันนี้พ่อไม่คิดว่า ‘อายุ’ เป็นข้อจำกัดในการเริ่มต้นออกกำลังกาย หรือทำอะไรใหม่ ๆ แล้ว

“อยากฝากถึงคนที่อยู่ในวัยเดียวกันว่า อยากให้ลองมาออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพ เพราะมันสามารถเปลี่ยนชีวิตเราได้จริง ๆ ไม่ใช่ร่างกายเท่านั้นที่เปลี่ยน แต่การใช้ชีวิตหรือนิสัยบางอย่างของเราก็เปลี่ยนไปด้วย ทุกวันนี้เวลาจะกินอะไรก็จะคิดมากขึ้น ไม่ตามใจตัวเอง เพราะกว่าจะได้กล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นมาสักนิดหนึ่งมันก็ไม่ง่าย เพราะถ้าเราไปออกกำลังกาย แต่ไม่ดูแลสุขภาพ ยังดื่มเหล้า ดื่มเบียร์ ก็เท่ากับว่าสิ่งที่ทำมาทั้งหมดมันก็สูญเปล่า

“สำหรับคนที่ยังไม่เคยทำ ไม่ต้องกลัว เราเริ่มได้เมื่อพร้อม ลองมาออกกำลังกาย มาสู้ มาทำเท่าที่ร่างกายเราไหว ถ้าวิ่งไม่ได้ ก็ออกมาเดิน มากน้อยอย่างไรก็ขอให้ทำ แล้วเราจะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากลับไปอย่างแน่นอน”

ขอบคุณภาพจาก : Body Project Private Gym

Credits

Author

ถึงจะต่างวัยแต่ก็
อยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ