ชวนถอดรหัสพุทธศาสนาแบบไทย ๆ ในมุมมอง ของ “จิตรพันธุ์ หัชชะวณิช” หรือ “ต่อ Jito” นักวิชาการอิสระและ Content Creator ที่สนใจในพุทธศาสนาจนไปเรียนต่อถึงต่างประเทศ โดยสรุปมาจากรายการมนุษย์ต่างวัย Talk EP. 83 ที่พูดคุยเกี่ยวกับบทบาทของพุทธศาสนาในโลกยุคปัจจุบันที่ขับเคลื่อนด้วยทุนนิยมและเต็มไปด้วยความเชื่อหลากหลายรูปแบบ
ถ้าอยากได้ผลลัพธ์ที่เหนือโลกก็ต้องทำสิ่งที่ฝืนธรรมชาติ
“ทำไมบวชพระถึงต้องโกนผม ทำไมต้องห้ามการสำเร็จความใคร่ หรือทำไมต้องนั่งสมาธิ” สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ดูขัดแย้งกับธรรมชาติของมนุษย์ ข้อปฏิบัติที่ดูขัดแย้งกับธรรมชาติเหล่านี้ เกิดขึ้นจากแนวคิดที่ว่า “นิพพานคือสิ่งที่อยู่เหนือโลก”
“หากเรายังคงใช้ชีวิตและปฏิบัติตัวเหมือนกับปุถุชนทั่วไปที่อาศัยอยู่ในโลก ผลลัพธ์ที่เราได้รับก็ย่อมจะวนเวียนอยู่แค่ในโลกใบนี้เช่นเดิม ดังนั้น หากเราต้องการในสิ่งที่อยู่เหนือโลก (นิพพาน) เราจึงจำเป็นต้องลงมือทำในสิ่งที่นอกเหนือไปจากวิถีปกติของโลก หรือฝืนธรรมชาติของคนทั่วไป เพื่อให้ได้รับผลลัพธ์ในอีกรูปแบบหนึ่ง
“ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า ในโลกปกติมนุษย์เราก็ทำสิ่งที่เรียกว่า ‘กิน ขี้ ปี้ นอน’ ซึ่งเป็นความต้องการพื้นฐานตามธรรมชาติของมนุษย์และสัตว์ แต่ถ้าอยากได้ผลลัพธ์ที่เปลี่ยนไปก็ต้องมีการตั้งข้อห้ามในสิ่งเหล่านั้น เพราะถ้ายังทำสิ่งเดิม ๆ ก็จะได้ผลลัพธ์อยู่ที่เดิม”
สังคมเป็นตัวสะท้อนความเชื่อของคนในรัฐ
“พุทธศาสนาเน้นเรื่องของการสละเพื่อละทิ้งตัวตน แต่ชาวพุทธในไทยทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะเราอยู่ในโลกทุนนิยม”
“ถ้าเราได้เงินมา 5 หมื่น บริจาคไปเลย 5 หมื่น แล้วเราจะอยู่อย่างไร พุทธสายมูที่ไหว้เพื่อความร่ำรวยเกิดขึ้นเพราะรัฐดูแลเราไม่ได้ ถ้าเราสละเงินทั้งหมดเพื่อละทิ้งตัวตน แล้วเราจะอยู่อย่างไรถ้าป่วย? ความไม่พร้อมของรัฐสวัสดิการนี่แหละที่ผลักดันให้ความเชื่อของคนต้องพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อโอกาสในการลืมตาอ้าปาก
“เราไม่สามารถได้เงิน 5-6 แสนเหมือนลูกคนรวย ถ้าฉันสู้เขาในแง่โอกาสการศึกษาไม่ได้ ฉันก็สู้เขาในแง่ไสยศาสตร์ ไปทำบุญ ไปขอพระแม่ ขอให้มีทรัพย์สมบัติ สังคมนั่นแหละที่เป็นตัวสะท้อนความเชื่อของคนในรัฐ”
พุทธแท้หรือพุทธเทียม ใครคือผู้มีอำนาจตัดสินความแท้?
ปัจจุบันเกิดกระแสการแบ่งแยก “พุทธแท้” หรือ Rational Buddhism ซึ่งเน้นเหตุผลและปรัชญา มาเป็นเครื่องมือในการแยกตัวเองออกและดูถูกความเชื่อของกลุ่มคนสายมูเตลู ว่าเป็นเรื่องล้าหลัง ไสยศาสตร์ และไม่ใช่สายปัญญา
“การมานั่งเถียงกันเพื่อแยกแยะว่าสิ่งไหนแท้หรือสิ่งไหนไม่แท้นั้นเป็นเรื่องที่หลงประเด็น เพราะในความเป็นจริง พุทธศาสนามีบทบาททั้ง 2 ฝั่งควบคู่กันมาตลอด คือฝั่งที่สอนเพื่อให้คนหลุดพ้น และฝั่งที่เป็นกุศโลบายเพื่อควบคุมสังคมให้อยู่ร่วมกันได้ การนำการกระทำสองอย่างมาเปรียบเทียบกัน เช่น การศึกษาเรื่องนิพพานกับการไหว้พระสวดมนต์ขอพร แล้วตัดสินว่าสิ่งใดมีคุณค่ามากกว่ากัน จึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถตัดสินแบบฟันธงเพื่อตัดสิ่งใดสิ่งหนึ่งทิ้งไปได้ เพราะทั้งสองต่างมีฟังก์ชันรองรับมนุษย์ในสถานะที่ต่างกัน
“ใครคือผู้ตัดสินว่าสิ่งใดแท้หรือไม่แท้? แทนที่จะมาเสียเวลาโต้เถียงกันเรื่องพุทธแท้หรือพุทธเทียม เราควรเปลี่ยนเป็นการตั้งคำถามกลับไปยังตัวพุทธศาสนา เพื่อให้ศาสนาสามารถหาคำตอบและอธิบายสิ่งเหล่านั้นให้เราได้จะดีกว่า”
“พุทธศาสนาไม่ได้มีเพียงมิติของการมุ่งสู่นิพพานหรือการละทิ้งตัวตนเพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริงแล้วถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝั่งหลัก ๆ คือ ฝั่งที่มุ่งเน้นให้คนหลุดพ้น และฝั่งที่ทำหน้าที่เป็นกฎศีลธรรมเพื่อควบคุมสังคม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้สังคม รัฐ และตัวองค์กรทางพุทธศาสนาเองสามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้
“ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการนำข้อห้ามทางศีลธรรมเข้ามาปรับใช้ในสังคม เช่น การห้ามดื่มสุรา ห้ามเล่นการพนัน หรือการห้ามรวมกลุ่มกัน ซึ่งหากมองลึกลงไปในมุมมองของการปกครองแล้ว กุศโลบายการห้ามผู้คนรวมกลุ่มกันนั้น ส่งผลดีต่อผู้ปกครองโดยตรง เพราะมันทำให้การรวมตัวเพื่อก่อจลาจล หรือการประท้วงแสดงความไม่พอใจต่ออำนาจรัฐเกิดขึ้นได้ยาก พุทธศาสนาในบริบทนี้จึงทำหน้าที่เป็นเครื่องมือรักษาความสงบเรียบร้อยของรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
























