ปัจจุบันจ.พิจิตรมีคนอายุเกิน 100 ปี ประมาณ 230 คน และมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากถึง 130,878 คน หรือมากกว่า 25% ของประชากรทั้งจังหวัด ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศอย่างชัดเจน ตัวเลขนี้สะท้อนว่าพิจิตรได้ก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” แล้ว ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่เป็นความจริงที่เกิดขึ้นแล้วในวันนี้
นี่จึงเป็นที่มาของ ‘โครงการความร่วมมือเพื่อผู้สูงวัยอย่างยั่งยืน ‘พิจิตร 100’ (Pichit 100)’ ซึ่งเกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างจ.พิจิตร กงสุลใหญ่ ณ เมืองฟูกูโอกะ ประเทศญี่ปุ่น และคณะทำงานโครงการฟูกูโอกะ 100 เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และร่วมกันออกแบบระบบนิเวศที่เหมาะสมกับสังคมสูงวัย โดยนำแนวคิดจากญี่ปุ่นมาปรับใช้ร่วมกับพลังของชุมชน ภาคีเครือข่าย และภูมิปัญญาท้องถิ่น


ซึ่งมีการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการพิจิตร 100 โดยรวบรวมเครือข่ายผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนมาร่วมกันระดมสมอง นำเสนอ และออกแบบโครงการเพื่อผู้สูงวัยกว่า 100 โครงการ ทั้งจากการต่อยอดโครงการเดิมที่ท้องถิ่นทำอยู่แล้ว และการสร้างสรรค์โครงการใหม่ ๆ ซึ่งก่อนการประชุมฯ ก็ได้มีการนำคณะทำงานจากกงสุลใหญ่ ณ เมืองฟูกูโอกะ และคณะผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่นด้านการสร้างระบบนิเวศที่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมชมสภาพแวดล้อม และการดำเนินโครงการต่าง ๆ ของชุมชนด้วย
ไม่ว่าจะเป็น ที่ศูนย์ซ่อมบำรุงกายอุปกรณ์สำหรับผู้ป่วยยากไร้แห่งวัดบ้านนาภายใต้การดำเนินงานของพลัง ‘บวร’: บ้าน วัด ราชการ/โรงเรียน ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตคนทุกช่วงวัยจังหวัดพิจิตร และโรงเรียนผู้สูงอายุแห่งวัดคลองคู้ รวมทั้งการเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุวัย 102 ปี จำนวน 2 คน เพื่อทำความเข้าใจวิถีชีวิตและสอบถามความต้องการของคนในพื้นที่ เพื่อดำเนินแก้ไขปัญหา หรือสร้างสรรค์โครงการต่าง ๆ ที่ตรงตามความต้องการของผู้สูงอายุและคนในชุมชนอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ยังมีการประกาศพื้นที่นำร่อง 6 แห่ง ได้แก่ เทศบาลเมืองพิจิตร เทศบาลตำบลท่าฬ่อ องค์การบริหารส่วนตำบลท่าหลวง เทศบาลเมืองตะพานหิน เทศบาลเมืองบางมูลนาก และองค์การบริหารส่วนตำบลวัดขวาง เพื่อพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุในมิติสุขภาพ การดูแลโดยชุมชน และการมีส่วนร่วมทางสังคม โดยมีเป้าหมายให้พิจิตรเป็นต้นแบบการดูแลผู้สูงอายุอย่างยั่งยืนทั้งในประเทศและในระดับเอเชีย


ทำไมต้องเป็นพิจิตร
“ ‘พิจิตร’ เป็นจังหวัดที่มีจำนวนผู้สูงอายุเกิน 25% ของจำนวนประชากรทั้งจังหวัด และมีการทำโครงการต่าง ๆ เพื่อผู้สูงอายุอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังมีความพร้อมในด้านข้อมูลต่าง ๆ ที่จำเป็นและเกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการฯ รวมทั้งมีความตั้งใจที่จะสร้างพื้นที่ที่มีระบบนิเวศที่เหมาะสมกับสังคมสูงวัยอย่างแท้จริงด้วย” คุณโกศล สถิตธรรมจิตร กงสุลใหญ่ ณ เมืองฟูกูโอกะ กล่าวถึงเหตุผลในการเลือกจังหวัดพิจิตรเป็นพื้นที่นำร่องในการทำโครงการฯ ครั้งนี้
“แน่นอนว่าบริบทของฟูกูโอกะกับพิจิตรมีความแตกต่างกันอยู่แล้ว ซึ่งการนำแบบอย่างจากทางญี่ปุ่นมาปรับใช้ เราก็ไม่สามารถนำมาได้ทั้งหมด ส่วนหนึ่งที่ทำให้ฟูกูโอกะสามารถทำโครงการฯ ต่าง ๆ ได้สำเร็จนั้นเป็นเพราะไอเดียต่าง ๆ ที่นำไปทำโครงการล้วนมาจากคนตัวเล็ก ๆ ในสังคม เช่น เขาจะทำเตาไฟฟ้าให้กับผู้ป่วยสมองเสื่อม เขาก็ต้องไปถามผู้ป่วยสมองเสื่อมว่าอยากได้เตาแบบไหน
“สำหรับคนไทยอาจจะคิดว่าผู้ป่วยสมองเสื่อมคือคนที่จำอะไรไม่ได้แล้ว แต่จริง ๆ แล้วผู้ป่วยสมองเสื่อมมีหลายระดับ คนที่ยังสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ก็มี พอได้พูดคุยกับผู้ป่วยสมองเสื่อมแล้ว เขาก็ออกแบบเตาแก๊สที่ส่งเสียงเตือนทุก ๆ 5 นาที เพื่อให้ผู้ป่วยสมองเสื่อมรู้ว่าเตาแก๊สยังเปิดอยู่
“ส่วนที่พิจิตรเอง หากอยากทำโครงการให้สำเร็จ ก็จะต้องมีการประชาสัมพันธ์ให้ทุกภาคส่วนได้รับรู้ และมีส่วนร่วมในการออกแบบโครงการต่าง ๆ ร่วมกัน เพราะการเตรียมความพร้อมสู่สังคมสูงวัยไม่ใช่แค่เรื่องของสวัสดิการหรือการรักษาพยาบาล แต่คือการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาคประชาสังคม เพื่อนำไปสู่ก้าวสำคัญในการยกระดับพิจิตรให้เป็นเมืองต้นแบบสำหรับผู้สูงอายุต่อไป”


7 เสาหลักในการสร้างเมืองที่เป็นมิตรต่อคนทุกวัย
ดร.ทาเคโอะ โอกาวะ (Dr.Takeo Ogawa) ศาสตราจารย์เกียรติคุณจากมหาวิทยาลัยคิวชูและมหาวิทยาลัยยามากุจิ ประธานคณะกรรมการดำเนินงานโครงการฟูกูโอกะ 100 และประธานสภาฟูกูโอกะเพื่อการออกแบบสังคมผู้สูงวัยในเอเชีย (Fukuoka Council for Designing Society in Aging Asia) ได้กล่าวถึงสถานการณ์สังคมสูงวัยในญี่ปุ่นที่เป็นจุดเริ่มต้นของโครงการ ‘ฟูกูโอกะ 100’ ว่า
“ในปี 2075 ญี่ปุ่นจะมีคนอายุเกิน 100 ปีเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมหาศาล ซึ่งปัญหานี้เป็นสิ่งที่หน่วยงานในภาคส่วนราชการเพียงอย่างเดียวไม่สามารถรับมือได้ เพราะมักติดกับดักการทำงานแบบเดิม ๆ ดังนั้น จึงเกิดแนวคิดดึงภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาเข้ามาช่วย หัวใจสำคัญคือ ‘การป้องกันก่อนเกิดโรค’ ไม่ใช่รอให้ป่วยแล้วค่อยรักษา โดยต้องบูรณาการทั้งระบบสวัสดิการ สังคมและประกันสุขภาพเข้าด้วยกัน
“เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ฟูกูโอกะจึงได้เริ่มโครงการ ‘ฟูกูโอกะ 100’ แนวคิดเมืองสุขภาพชั้นนำที่ทำ 100 โครงการ เพื่อสร้างต้นแบบสังคมสุขภาวะในยุคชีวิต 100 ปี ที่ไม่ได้เน้นแค่การดูแลคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ แต่ยังเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ยั่งยืนสำหรับคนทุกวัย โดยมีแนวคิดหลัก 7 ประการ คือ
1. เมืองที่ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการดูแล
เปลี่ยนความคิดของคนในพื้นที่ให้เข้าใจว่าการดูแลผู้สูงอายุไม่ได้เป็นหน้าที่ของพยาบาลหรือผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่ทุกคนในครอบครัว ชุมชน และแม้กระทั่งเด็ก ๆ ก็สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลและสื่อสารกับผู้สูงอายุได้
2. เมืองที่ก้าวข้ามข้อจำกัดของระบบและบริการต่าง ๆ
การทลายกำแพงของระบบราชการและบริการแบบเดิม ๆ โดยเปิดรับความร่วมมือจากภาคเอกชนและภาคธุรกิจ เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น
3. เมืองที่ขับเคลื่อนบริการทางการแพทย์ในยุคดิจิทัล
นำเทคโนโลยีและระบบดิจิทัลสมัยใหม่มาใช้ในการดูแลสุขภาพ และการบริหารจัดการข้อมูลเพื่อเชื่อมต่อการทำงานในภาคส่วนต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. เมืองที่ทุกคนสนุกกับการมีสุขภาพดี
ออกแบบกิจกรรมหรือสภาพแวดล้อมให้เกิดความสนุกสนาน เพื่อให้ผู้สูงอายุและคนในชุมชนอยากมีส่วนร่วมด้วยความสมัครใจ ไม่ใช่การบังคับ เช่น การทำบันไดมีเสียงดนตรี หรือทางเดินที่มีรูปวาด เพื่อกระตุ้นให้ผู้สูงอายุอยากออกกำลังกายมากขึ้น
5. เมืองที่คนหลากหลายวัยเชื่อมโยงและมีบทบาท
สร้างสังคมที่คนทุกวัย (Intergenerational) ตั้งแต่เด็ก วัยทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุ สามารถใช้ชีวิตและทำกิจกรรมร่วมกันได้ในระบบนิเวศเดียวกัน
6. เมืองที่เป็นศูนย์กลางสตาร์ตอัปด้าน Care-Tech
มุ่งเน้นให้เกิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ รวมทั้งสร้างโอกาสทางธุรกิจหรือการจ้างงานใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพและผู้สูงอายุ
7. เมืองที่ส่งเสริมความเป็นสากลของระบบการดูแล
ตั้งเป้าหมายให้เมืองเป็นโมเดลต้นแบบระดับสากลในการดูแลผู้สูงอายุ เพื่อให้คนจากทั่วโลกสามารถเข้ามาเรียนรู้และนำไปปรับใช้ได้
ตัวอย่างนวัตกรรมและกิจกรรมในโครงการ
- การจัดการภาวะสมองเสื่อม: เปลี่ยนทัศนคติจากการพึ่งพาโรงพยาบาลเป็นการให้คนในครอบครัวและเด็กนักเรียน (ระดับ ป.4) เรียนรู้วิธีการสื่อสารและดูแลผู้ป่วย
- การประเมินตนเอง: การใช้ ‘หมากฝรั่งเปลี่ยนสี’ เพื่อวัดความสามารถในการเคี้ยว ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดสุขภาพเบื้องต้นที่ง่ายและมีประสิทธิภาพ
- การออกแบบสภาพแวดล้อม: บันไดที่มีเสียงดนตรีหรือทางเดินที่มีรูปภาพวาดไว้ เพื่อกระตุ้นให้ผู้สูงอายุอยากเดินออกกำลังกาย
- นวัตกรรมจากผู้ใช้จริง: ผู้ป่วยสมองเสื่อมร่วมกับบริษัทเอกชนร่วมกันคิดค้นผลิตภัณฑ์ เช่น อุปกรณ์ทำสวนที่ป้องกันการลืมวางทิ้งไว้
บริบทและความท้าทายของไทยในการสร้าง ‘พิจิตร 100’ ให้ยั่งยืน
การนำโมเดลจากญี่ปุ่นมาปรับใช้ในจังหวัดพิจิตรต้องคำนึงถึงความแตกต่างทางบริบทและกฎหมาย โดยมีประเด็นสำคัญต่าง ๆ ดังนี้
ความแตกต่างของระบบสนับสนุน
- ระบบงบประมาณ: ญี่ปุ่นใช้ระบบประกันสังคมและประกันผู้สูงอายุ (เริ่มจ่ายตั้งแต่อายุ 40 ปี) ทำให้มีงบประมาณที่ค่อนข้างมั่นคง ต่างจากไทยที่ยังต้องพึ่งพางบประมาณภาครัฐและการบริจาคในบางส่วน
- ทัศนคติเรื่องการทำงาน: ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุทำงาน ไม่ใช่เพื่อหาเงิน แต่เพื่อเติมเต็มคุณค่าในชีวิตและสร้างความภูมิใจในตนเอง


จุดแข็งและโอกาสของจังหวัดพิจิตร
ระบบ ‘บวร’ (บ้าน วัด ราชการ/โรงเรียน): วัดในบริบทของพิจิตรและไทยทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมจิตใจและพื้นที่จัดกิจกรรม เช่น โรงเรียนผู้สูงอายุ ที่ให้ผู้สูงอายุมาทำกิจกรรมร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลง การนวด หรือการเรียนรู้ ซึ่งถือเป็นของดีที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในระบบนิเวศการดูแลผู้สูงอายุได้ทันที
นอกจากนี้ ยังสามารถเชื่อมโยงคน 3 วัยได้อย่างเป็นรูปธรรม: ระบบบวรช่วยให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างครอบครัว (บ้าน) สถาบันศาสนา (วัด) และสถาบันการศึกษา (โรงเรียน) เช่น การให้เด็กนักเรียนหรือนักศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมของวัด หรือช่วยซ่อมแซมอุปกรณ์ให้ผู้สูงอายุ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการเชื่อมโยงคนทุกช่วงวัยของญี่ปุ่น แต่ไทยสามารถทำได้ผ่านโครงสร้างทางสังคมที่มีอยู่แล้ว
สภาพแวดล้อม: เป็นเมืองสุขภาพที่ไม่มีมลพิษจากอุตสาหกรรมหนัก มีสถิติผู้ที่มีอายุเกิน 100 ปีจำนวนมากในบางพื้นที่
ความพร้อมของภาคีเครือข่าย: มีการทำงานร่วมกันระหว่างสาธารณสุขจังหวัด องค์การบริหารส่วนจังหวัด หอการค้า และสถาบันการศึกษา


ทางด้านของนายแพทย์วิศิษฎ์ อภิสิทธิ์วิทยา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพิจิตร เล่าถึงที่มาและเหตุผลสำคัญในการโครงการ ‘พิจิตร 100’ ในพื้นที่จังหวัดพิจิตรว่า “จริง ๆ แล้วพิจิตรเป็นจังหวัดที่เป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์แล้ว เรามีคนเสียชีวิตมากกว่าคนเกิดมาเป็น 10 ปี ทุกอำเภอมีจำนวนผู้สูงอายุเกิน 20% และในบางอำเภอมีมากถึง 30%
“ฟูกูโอกะ 100 เป็นโครงการที่น่าสนใจและมีระบบการจัดการที่เราคิดว่าน่าจะทำให้เกิดความยั่งยืนได้ ผมมองว่าการนำองค์ความรู้ หรือแนวคิดต่าง ๆ มานำเสนอให้คนพิจิตรในทุกภาคส่วนได้เห็นความสำคัญในการทำโครงการต่าง ๆ และรับรู้ว่าหากทำสิ่งนี้ไปแล้วมันจะเกิดประโยชน์กับพวกเขาอย่างไรบ้าง ด้วยการสร้างการรับรู้ ให้ทุกคน ทุกภาคส่วน ค่อย ๆ เรียนรู้และเติบโตไปด้วยกัน


“การที่เราลงพื้นที่ไปเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุ เป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้เห็นว่าเรามีผู้สูงอายุที่มีคุณค่าอยู่ในพื้นที่ของเรา เราต้องการสื่อสารให้คนอื่น ๆ ได้รับรู้ว่าความดีงามหรือความสำคัญที่ทำให้เป็นผู้สูงอายุได้คืออะไร
“ตอนเราลงพื้นที่ไปเยี่ยมบ้านคุณตาวัย 102 ปี ผมก็ถามท่านว่าอะไรคือเคล็ดลับที่ทำให้ท่านมีอายุยืน ท่านตอบว่า ‘ความสุข’ ผมเลยถามท่านต่อว่า สุขอย่างไร ท่านบอกว่า ‘ลูกหลานสามมัคคีกัน ไม่ทะเลาะกัน’”
คำตอบนี้อาจสะท้อนหัวใจของสังคมสูงวัยได้ดีที่สุดว่าการมีอายุยืนไม่ใช่เรื่องของความก้าวหน้าการแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่คือเรื่องของครอบครัว ชุมชน ความสัมพันธ์ และคุณภาพชีวิตที่ดีที่ทำให้คนเราอยากมีชีวิตอยู่ไปนาน ๆ


“ตอนนี้เราเริ่มทำโครงการในพื้นที่นำร่องไปบางส่วนแล้ว ซึ่งจริง ๆ เราไม่ได้เริ่มจากศูนย์ เรามีพื้นฐานของแต่ละกลุ่ม แต่ละชุมชน เรามีทีมบวร ทีมชมรมผู้สูงอายุระดับจังหวัด ที่มีการจัดกิจกรรมต่อเนื่องมามากกว่า 15 ปี และมีความเข้มแข็งอยู่แล้ว เรามีฐานที่สำคัญ แต่เราก็ยังต้องการต่อยอดไปในด้านอื่น ๆ เช่น เศรษฐกิจ หรือระบบสุขภาพที่จะมาเติมเต็มคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุให้ดียิ่งขึ้น
“เรามีโครงการที่ได้ดำเนินการไปแล้วหลายโครงการ เช่น โครงการบวรสัญจร ที่เป็นความร่วมมือระหว่างบ้าน วัด ราชการ/โรงเรียน ในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อคนในพื้นที่ โครงการปั่นปันสุข ที่ผู้สูงอายุในเขตเมืองปั่นจักรยานไปเยี่ยมผู้สูงอายุที่ป่วยติดเตียง กิจกรรมร้องเพลงในโรงพยาบาล เพื่อสร้างความสุข ความเพลิดเพลินให้ผู้ป่วยหรือคนที่ไปหาหมอ โครงการสุขาสูงวัยเพื่อคนพิจิตร 100% ที่ดำเนินการจัดหา และซ่อมห้องน้ำผู้สูงวัยให้เข้าถึงชักโครกที่นั่งห้อยขา หรือห้องน้ำแบบมีราวจับได้แบบ 100% โครงการของศูนย์ซ่อมบำรุงกายอุปกรณ์สำหรับผู้ป่วยยากไร้แห่งวัดบ้านนา รวมทั้งโครงการอื่น ๆ อีกหลายโครงการ
“สิ่งที่เราได้บทเรียนจากฟูกูโอกะ 100 คือ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามแต่ จะต้องรวบรวม ต้องบันทึกไว้ จริง ๆ แล้วเรามีโครงการเยอะมาก แต่ไม่ค่อยมีการบันทึกไว้ พอทำเสร็จแล้วก็ทิ้งไป ไม่ได้นำมาทำต่อ หรือเรียนรู้ผลลัพธ์ที่เกิดจากการทำโครงการเหล่านั้น ดังนั้น การบันทึกข้อมูลจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เราไปต่อได้ รู้ว่าโครงการทำไปแล้วได้ผลลัพธ์แบบไหน มีจุดไหนที่ต้องแก้ไข ปรับปรุงบ้าง กุญแจสำคัญอีกอย่าง คือการเรียนรู้ ยอมรับ และชื่นชมกัน เพราะสิ่งเหล่านี้ จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจ สร้างการรับรู้ร่วมกัน และทำให้คนทำงานรู้สึกว่าสิ่งที่เขาทำไปนั้นมันมีคุณค่า”
ท้ายที่สุดแล้ว ‘พิจิตร 100’ อาจไม่ใช่เพียงโครงการของจังหวัดหนึ่ง แต่คือคำถามสำคัญของสังคมไทยว่า เมื่อคนเรามีอายุยืนยาวขึ้น เราจะปล่อยให้ความชราเป็นภาระ หรือจะร่วมกันออกแบบและสร้างสังคมที่ทำให้การมีอายุยืนยาวเป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่า มีศักดิ์ศรี และมีความสุขได้อย่างแท้จริง
หากพิจิตรทำสำเร็จเมืองเล็กๆแห่งนี้อาจกลายเป็นหมุดหมายใหม่ในการใช้ชีวิตเกษียณของใครหลายคนรวมทั้งเป็นพื้นที่ที่สร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆที่จะเป็นแนวทางในการจัดการพื้นที่เพื่อรองรับสังคมสูงวัยของไทยให้เป็นพื้นที่ที่คนทุกวัยสามารถใช้ช่วงเวลาที่ยืนยาวร่วมกันได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

























