‘น้าแจง’ - สิริมา ช้อยเทอดวงศ์ ความสุขในชีวิตที่มากับเทคโนโลยี และการกินอาหารแบบคีโตเจนิก

read : INSPIRATION

ย้อนกลับไปเมื่อ 5-6 ปีก่อน ในยุคที่การ กิน อาหารเพื่อสุขภาพยังไม่ได้มีรูปแบบหลายหลากมากมายเหมือนอย่างทุกวันนี้ หญิงวัย 50 ต้นๆ คนหนึ่งเลือกที่จะลุกขึ้นมาทำช่อง YouTube ของตัวเอง เพื่อแลกเปลี่ยนและให้ความรู้เกี่ยวกับการ กิน อาหารแบบคีโตเจนิ ก (Ketogenic Diet) การ กิน อาหารในรูปแบบดังกล่าวคือสิ่งที่หญิงวัย 57 คนนี้ เลือกแล้วว่าดีและเหมาะสมกับตัวเธอ เช่นเดียวกับการเป็นยูทูบเบอร์ที่นำมาซึ่งความสุข รายได้ ชื่อเสียง และการยอมรับนับถือจากผู้ติดตาม

ทั้งที่ก่อนหน้านั้น เธอเป็นเพียงแค่ผู้หญิงคนหนึ่งที่อยากผอม และหมกมุ่นอยู่กับการลดน้ำหนักเท่านั้นเอง 

ชีวิตที่หมกมุ่นกับการลดน้ำหนัก

น้าแจง’ - สิริมา ช้อยเทอดวงศ์ โตขึ้นมาในยุคที่มีความเชื่อฝังหัวว่า ผู้หญิงที่ผอมคือผู้หญิงที่สวยและดูดี จึงพยายามควบคุมน้ำหนักอยู่ตลอดเวลา เมื่อไหร่ก็ตามที่ตัวเลขบนเครื่องชั่งน้ำหนักทะลุขึ้นมาจากที่กำหนดไว้แม้เพียงขีดเดียว เธอจะรีบหาทางลดทันที แม้ว่าจะต้องใช้ความอดทนและต่อสู้กับความเหน็ดเหนื่อยขนาดไหนก็ตาม

“ชีวิตเราผ่านการลดน้ำหนักมาแล้วสารพัดวิธี ไม่ว่าจะเป็นการอดอาหาร ออกกำลังกายอย่างบ้าคลั่ง หรือกินกาแฟลดน้ำหนัก ฯลฯ ซึ่งทุกวิธีที่ว่ามา มันก็แค่ดูดีขึ้น ร่างกายกระชับขึ้นบ้าง แต่ไม่ผอม ตัวเลขน้ำหนักไม่ได้ลดลงมาอย่างที่ตั้งใจ แรกๆ มันก็ลดได้ แต่เมื่อเราอายุมากขึ้น ความยากก็เพิ่มเป็นทวีคูณ”

จากคนที่เคยคุมน้ำหนักให้ไม่เกิน 48 กิโลกรัม เมื่ออายุ 50 น้ำหนักตัวของน้าแจงดีดขึ้นไปที่ 70 กิโลกรัม ในเวลานั้นเธอทั้งหงุดหงิด ทรมานใจ และไม่อยากออกไปไหน อยากจะขังตัวเองเอาไว้ภายในบ้านอย่างเดียว

แม้จะเจ็บปวดทุกข์ใจอย่างไร หากแต่น้าแจงก็ได้ข้อสรุปอย่างชัดเจนกับตัวเองว่า วิธีลดน้ำหนักที่เคยทำมาตลอดนั้นไม่เหมาะสมกับชีวิตของเธอในตอนนี้อีกแล้ว และต้องหาการหาวิธีลดน้ำหนักแบบใหม่ โดยตั้งใจว่าจะหันมาเป็นวีแกน (Vegan) คือไม่กินเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์เลย อย่างไรก็ตาม ในขณะที่กำลังค้นหาข้อมูลจาก YouTube ก็มีข้อมูลการลดน้ำหนักรูปแบบหนึ่งเด้งขึ้นมาบนหน้าจอ น้าแจงซึ่งอายุ 52 ในขณะนั้นจึงลองกดเข้าไปดู ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกว่ากำลังพบรูปแบบการลดและควบคุมน้ำหนักที่เหมาะสมกับตัวเองแล้ว

“นี่แหละคือทางของเรา”

ซึ่งหนทางดังกล่าวมีชื่อว่า คีโตเจนิ


 ‘คีโตเจนิก’ เส้นทางสู่การลดน้ำหนักที่ถูกใจ ใช่เลย !

“การกินอาหารแบบคีโตเจนิ ก (Ketogenic Diet) หรือที่เรียกสั้นๆ ว่าคีโต คือการกินอาหารเพื่อที่จะเปลี่ยนร่างกายให้ไปใช้ไขมันเป็นพลังงานหลัก ซึ่งปกติเวลาที่เราทำอะไรก็แล้วแต่ พลังงานหลักที่จะถูกดึงมาใช้ก่อนก็คือพวกแป้งและน้ำตาล ส่วนไขมันจะถูกกักเก็บเอาไว้

“การที่เราจะเปลี่ยนให้ร่างกายใช้ไขมันเป็นพลังงานหลักแทนแป้งและน้ำตาล ก็คือต้องตัดแป้งและน้ำตาลออกจากร่างกายเพื่อให้ร่างกายไม่มีทางเลือก ให้ใช้แต่ไขมันเท่านั้น ”

หากจะสรุปนิยามการกินคีโตเจนิ ก ของน้าแจงแบบเข้าใจได้ง่ายๆ ก็คือ ‘การกินไขมันเพื่อลดไขมัน’ นั่นเอง

หลังจากศึกษาข้อมูลอย่างจริงจังได้ราว 1-2 เดือน น้าแจงก็เริ่มหันมากินอาหารแบบคีโตเจนิก ตามที่ตั้งใจไว้ทันที ในช่วงเดือนแรกสามารถลดน้ำหนักลงมาราว 4-5 กิโลกรัม ก่อนที่จะลดลงมาเรื่อยๆ จนถึงวันนี้น้าแจงเดินอยู่ในเส้นทางสายคีโตมาได้ 5 ปีแล้ว น้ำหนักจาก 70 กิโลกรัม ลดลงมาเหลือ 55 กิโลกรัม แม้จะไม่เท่ากับสมัยยังสาว แต่ก็นับได้ว่าเป็นตัวเลขที่ดีไม่น้อยเมื่อเทียบกับอายุที่เข้าใกล้ 60 ที่สำคัญ เธอรู้สึกกระฉับกระเฉง รวมทั้งไม่มีโรคภัยและปัญหาสุขภาพใดๆ มาเยี่ยมเยือน

“เราไม่มีปัญหาสุขภาพอะไรเลย โรคอะไรที่เขาฮิตๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นเบาหวาน ความดัน หัวใจ เราไม่ฮิตด้วย โรคเครียด โรคอะไรอื่นๆ ก็ไม่มี”

เมื่อค้นพบหนทางที่ไม่ใช่แค่การลดน้ำหนักเพื่อความผอมตามค่านิยม แต่เป็นวิธีที่นำมาซึ่งสุขภาพดีสำหรับตัวเอง ในเวลาต่อมาน้าแจงจึงต้องการแบ่งปันและบอกต่อไปยังคนหมู่มากเกี่ยวกับวิธีการลดน้ำหนักที่เธอได้ทดลองและเห็นผลจริง

เส้นทางที่เธอเลือกคือการเป็นยูทูบเบอร์ 

แจ้งเกิดยูทูบเบอร์สายคีโต

ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อน ข้อมูลและเรื่องราวเกี่ยวกับการกินคีโตเจนิ ก ยังแทบไม่เป็นที่รับรู้ในเมืองไทย อาจจะมีผู้คนกลุ่มเล็กๆ ที่กินอาหารในรูปแบบดังกล่าวอยู่บ้าง หากแต่ไม่มีใครทำสื่อออกมาเป็นเรื่องเป็นราว

ด้วยเหตุนี้ น้าแจงซึ่งต้องการจะแบ่งปันประสบการณ์และเรื่องราวดังกล่าวลงใน YouTube จึงลงทุนไปเรียนเรื่องการถ่ายทำและตัดต่อคลิปวิดีโออย่างจริงจัง

“เราลงทุนเสียเงินเรียนเลย อาจารย์เขาก็จะสอนตั้งแต่การโหลดแอปพลิเคชันสำหรับใช้ตัดต่อเข้ามาในโทรศัพท์มือถือ จากนั้นก็ลองใช้โทรศัพท์ถ่ายวิดีโอ โดยแนะว่าให้ใช้แอปสำหรับถ่ายวิดีโอโดยเฉพาะ เนื่องจากภาพจะออกมาสวยและคมกว่า จากนั้นก็สอนวิธีตั้งกล้อง อาจารย์สอนว่าให้ใช้การถ่ายแบบแนวนอนเป็นหลัก เพราะจะมีพื้นที่ในการนำเสนอมากกว่า

“หลังจากสอนทุกอย่างที่ว่ามาแล้ว อาจารย์ก็ให้ลองไปถ่ายเพื่อนในห้องมา 5 คลิป แล้วก็สอนวิธีเอาคลิปมาร้อยต่อกันเป็นเรื่องเดียว อะไรควรตัด อะไรควรเอาไว้ก็จะบอกเรา แล้วก็ให้นักเรียนทุกคนไปตัดต่อมาให้ดู”

น้าแจงยอมรับว่ามึนงงมาก เนื่องจากทุกอย่างที่เรียนล้วนเป็นเรื่องใหม่สำหรับเธอ แต่สุดท้ายเธอก็เรียนจบและสามารถอัปโหลดคลิปวิดีโอตัวแรกลงในช่อง YouTube ของตัวเองได้สำเร็จ

“คลิปแรกที่เราทำลงในช่อง YouTube ของเราคือการทำสลัดโรลแบบคีโต ความยาวอยู่ที่ประมาณ 4 นาทีกว่า จำได้ว่าอาทิตย์แรกที่ลงไป มีคนเข้ามากดติดตามแค่ 5 คน 10 คน เฉลี่ยวันหนึ่งไม่ถึงสองคนด้วยซ้ำ ถือว่าน้อยมากๆ เลย”

แม้จะยังไม่มีใครสนใจ แต่น้าแจงก็ไม่ได้คิดจะล้มเลิกถอยหลัง ตรงกันข้าม เธอยิ่งทำคลิปอัปโหลดลงช่อง YouTube ทุกสัปดาห์ จนกระทั่งเมล็ดพันธุ์ที่หว่านไว้เริ่มออกดอกออกผล

“เราไม่เคยท้อนะ ไม่มีความคิดนั้นอยู่ในหัวเลย มีแต่ความสนุกที่จะทำต่อ เราว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ ไม่มีใครสำเร็จทันทีหรอก เมื่อมันเป็นแบบนั้น ก็อยู่ที่มุมมองเราแล้วว่าจะคิดหรือรู้สึกกับมันยังไง ถ้าเรามองว่ามีคนติดตามแค่ 5 คนเอง ก็จะท้อ ไม่อยากทำต่อ แต่ถ้าเรามองว่าดี ยังมีคนติดตามเพิ่มขึ้นตั้ง 5 คน เราก็จะมีกำลังใจ รู้สึกอยากทำต่อไปเรื่อยๆ สุดท้ายไม่ว่าจะยังไง มันวัดกันที่ความสม่ำเสมอ พอเราอัปโหลดคลิปลงบ่อยๆ ไม่ขาดหาย ต่อไปยอดคนติดตามก็มากขึ้นเอง

“พอเราลงคลิปไปทุกสัปดาห์ จากยอดผู้ติดตามหลักหน่วย หลักสิบในช่วงสัปดาห์แรก ก็เพิ่มขึ้นไปเป็นหลักพันหลังผ่านไปหนึ่งเดือน”

หลังจากน้าแจงทำช่อง YouTube ของตัวเองไปได้สักพัก กระแสการกินคีโตก็เริ่มเป็นที่นิยมในเมืองไทย ในระหว่างนั้นเธอได้ปล่อยคลิปการทำขนมปังคีโตออกมา ซึ่งมีรสชาติและหน้าตาคล้ายกับขนมปังทั่วไปอย่างมาก จนทำให้ยอดผู้ติดตามพุ่งสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด

หลังจากเป็นยูทูบเบอร์มาได้ 4 ปี วันนี้ช่อง ‘คีโตง่ายๆ by น้าแจง Ketogenic Diet’ มียอดผู้ติดตามสูงถึง 67,500 คนแล้ว หญิงวัย 57 คนนี้ถือเป็นคนแรกๆ ในเมืองไทยที่ออกมาให้ความรู้และเรื่องราวสนุกๆ เกี่ยวกับการกินคีโตเจนิ ก เรียกว่าหากใครสงสัยหรืออยากรู้อะไรเกี่ยวกับการกินคีโตก็สามารถติดตามช่องของน้าแจงได้เลยทันที

“การได้เป็นยูทูบเบอร์ เรารู้สึกว่าเป็นอีกเส้นทางอาชีพที่เราสนุกมาก เราได้คุยกับคนที่ชอบอะไรเหมือนๆ กัน ได้แลกเปลี่ยนความรู้ ได้สื่อสาร ได้เพื่อนใหม่ๆ เยอะแยะมากมาย ทำให้เราไม่เหงา ได้มีกิจกรรมทำอยู่ตลอด นอกจากนั้นอีกสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยก็คือเรามีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมไม่น้อยเลย ทั้งจากการขายสินค้าของเราเอง แล้วก็จากผู้สนับสนุนที่ส่งสินค้ามาให้เราโฆษณา ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลต้องบอกว่ามาจากการเปิดใจที่จะเรียนรู้ในการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้กับชีวิต

“เรายอมที่จะลงทุนเรียน ลงทุนซื้ออุปกรณ์ ซื้อโทรศัพท์มือถือที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่สุดท้ายเทคโนโลยีก็ตอบแทนเราอย่างคุ้มค่า”

เป็นความคุ้มค่าทั้งในแง่ของรายได้ และความสุขในชีวิต

 เราอาจเป็นเพียงแค่คนแก่ธรรมดา ถ้าไม่มีเทคโนโลยีในชีวิต

น้าแจงยอมรับว่าหากตัวเองปิดกั้นเทคโนโลยี สิ่งดีๆ ที่เข้ามาในชีวิตวันนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

“ถ้าเราไม่ได้เปิดใจเรียนรู้การใช้เทคโนโลยี เรากล้าพูดได้เลยว่าเราจะไม่มีทางมีความสุขอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้อย่างแน่นอน

“เราอาจเป็นเพียงแค่คนแก่ธรรมดา อยู่อย่างเหงาๆ พอเหงา ความสุขใจมันก็ไม่เกิด และเราก็คงไม่ได้ใช้ความรู้ด้านการกินคีโตให้เกิดประโยชน์กับผู้อื่น หรือบางทีอาจจะเป็นเราที่เบื่อหน่ายการกินคีโตไปเอง เพราะอย่าลืมว่าการที่เราเป็นยูทูบเบอร์ มีคนให้ความสนใจ มันทำให้เราเป็นความหวังของคนที่ติดตาม เมื่อรู้สึกเป็นความหวัง เราก็ต้องรักษามาตรฐาน จะมาเลิกมาเบื่อหรือทำอะไรเล่นๆ ไม่ได้ ”

ทุกสิ่งทุกอย่างที่ว่ามา คือสิ่งที่ผู้หญิงวัย 57 ปีคนหนึ่ง ได้รับจากการเลือกเดินสู่เส้นทางสายยูทูบเบอร์ การต้อนรับเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาในชีวิต นำมาซึ่งสุขภาพที่แข็งแรง ความสุขใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มีเพื่อนฝูงมากมาย ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ แถมมีรายได้ มีชื่อเสียง มีคนยอมรับ หากแต่ท้ายที่สุดน้าแจงบอกว่ายังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เทคโนโลยีได้ให้เธอ และเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดมากกว่าสิ่งไหนๆ และไม่ว่าจะอย่างไร ผู้สูงวัยก็ควรที่จะเรียนรู้เทคโนโลยีเอาไว้เพื่อที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น

“สิ่งที่เทคโนโลยีมอบให้เรามากที่สุดก็คือการมองเห็นคุณค่าในตัวเอง นี่คือสิ่งที่สำคัญมากๆ สำหรับชีวิต เพราะถ้าเรารู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า มันก็เป็นเรื่องยากที่จะมีความสุข

“เราว่าผู้สูงวัยควรที่จะเรียนรู้เทคโนโลยี ไว้บ้าง มันไม่ใช่แค่การเปิดโลกให้เรา แต่สิ่งที่มากกว่านั้น คือมันเป็นการเปิดโอกาสที่จะทำให้ชีวิตของเราดีขึ้น

สำหรับเรา เทคโนโลยีก็เหมือนแสงไฟ ถ้าเราเดินโดยไม่มีแสงไฟ เราก็อาจจะเดินได้ แต่เป็นการเดินอยู่ท่ามกลางความมืด ตรงกันข้าม ถ้าเรามีแสงไฟคอยส่องสว่างนำทาง จุดหมายใดๆ ในชีวิตของเราก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะเดินไปถึง

Author & Photographer

มนุษย์ต่างวัย

พื้นที่ถ่ายทอดเรื่องราวของสังคมสูงวัยในมุมที่สนุก สร้างสรรค์ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนทุกวัย

RELATED