สินีนาฎ ฮะตระกูล พี่สาววัย 67 ผู้ใช้ชีวิตด้วยสปิริตของคนวัย 25

read : INSPIRATION

ป้าโอ๋ - สินีนาฎ ฮะตระกูล ปีนี้อายุ 67 แล้ว แต่เธอหยุดอายุตัวเองไว้ที่ 25 กับชีวิตที่ยังเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ เธอฝันว่าอยากจะมีชีวิตที่ฟิตและเฟิร์มไปจนถึงหลัก 100 ปี

การปฏิวัติบนจานข้าว

ใครๆ ต่างก็ชอบกินของอร่อย ป้าโอ๋ก็เช่นกัน ป้าโอ๋นิยมกินอาหารฟาสต์ฟู้ด ชำนาญงานพิซซ่า สลัดครีมข้นๆ หวานๆ รักในการบริการตัวเองแบบบุฟเฟ่ต์ ไหนจะขนมไทย ผลไม้หวานฉ่ำสารพัดชนิด เป็นเซียนลองกอง หากกลับไปดูภาพถ่ายวัยสาวของป้าโอ๋ ก็จะพบกับสาวร่างท้วมคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนละคนกับสูงวัยหุ่นเฟิร์ม ณ ขวบปีที่ 67 ตอนนี้

“จนวันหนึ่งเราตั้งคำถามว่าทำไมไม่ดูแลสุขภาพ พ่อจากไปเพราะคอเลสเตอรอลสูงและหัวใจโต ส่วนแม่เป็นมะเร็งมดลูก นอนโรงพยาบาลหลายเดือนก่อนที่จะจากไป” ความตายของพ่อแม่ทำให้ป้าโอ๋ตั้งคำถามกับตัวเอง

เปล่า ป้าโอ๋ไม่ได้กลัวตาย แต่รับไม่ได้ หากวันหนึ่งตนต้องเจ็บป่วย จนกลายเป็นภาระให้ลูกๆ

“ที่บ้านของเรายากจน พี่เป็นลูกสาวคนโต จะถูกปลูกฝังมาตลอดให้ดูแลคนอื่น สิ่งที่พี่รับไม่ได้คือถ้าวันหนึ่งเราต้องนอนเป็นผัก เป็นภาระให้ลูก มันเป็นภาพที่เรารับไม่ได้”

“ต้องดูแลสุขภาพของตัวเอง เพราะโลกใบนี้มีสองทางเลือกคือ ควบคุมตัวเองหรือถูกคนอื่นควบคุม”

แน่นอนว่า ป้าโอ๋เลือกอย่างแรก


“พี่เป็นมนุษย์ที่ไม่ยอมรับการถู กควบคุม หมอเป็นใครถึงมาสั่งให้เราใช้ชีวิตแบบนั้น ให้เรากินแบบนี้ แล้วเราต้องทำตาม พี่เลยลุกขึ้นมาดูแลตัวเอง พี่ปฏิวัติตัวเองทันทีเลยนะ”

ปีนั้นเป็นปี พ.ศ. 2532 แต่เส้นทางการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ชีวิตของป้าโอ๋ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ กล่าวคือความรู้เรื่องโภชนาการก็เหมือนความรู้ด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์หรือประวัติศาสตร์ มันพร้อมจะเปลี่ยนแปลงเสมอหากมีหลักฐานใหม่ๆ ความรู้ใหม่ๆ มาหักล้างความรู้เดิม โภชนาการและวิทยาศาสตร์การกีฬาก็เป็นเช่นนั้น

ป้าโอ๋เริ่มต้นปฏิวัติตัวเองด้วยการกินที่เน้นผลไม้ ไม่กินเนื้อสัตว์ ปฏิเสธอาหารฟาสต์ฟู้ดโดยสิ้นเชิง แต่สุขภาพกลับแย่

“สิ่งที่ทำผิดตอนนั้นคือพี่แทบไม่กินเนื้อสัตว์เลย ใช้คำว่าแทบไม่กิน เพราะจะกินเนื้อสัตว์เดือนละครั้ง พี่จะไปกินปลาที่ร้านอาหารญี่ปุ่น เราได้โปรตีนจากถั่ว ฟันก็สึก ถั่วก็มีไขมันเยอะ จนความดันสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พี่ไม่กินของทอดเลยนะ กินแต่ผักผลไม้ พี่กินผลไม้เยอะมาก วันหนึ่งกินผลไม้ 4-5 อย่าง มื้อดึกกินลองกอง 2 กิโลกรัม ยังไม่รวมมื้อกลางวันนะ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือน้ำตาลมันก็สะสมในร่างกายเรา”

โรงเรียนสอนมาตลอดว่ากินผักและผลไม้ดีต่อสุขภาพ ป้าโอ๋ก็เลยจัดหนัก ถ้าถามป้าโอ๋ว่า การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นกับคนคนหนึ่งได้อย่างไร ป้าโอ๋จะตอบว่า ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ก็หลังจากพบคำตอบด้วยตนเอง

“บังเอิญพี่อยู่ในไลน์กลุ่ม เขาพูดกันเรื่องโภชนาการลดไขมัน เขาบอกว่า ร่างกายมนุษย์ออกแบบมาเพื่อความอยู่รอด ร่างกายชอบไขมัน แต่ไม่ชอบกล้ามเนื้อ เพราะกล้ามเนื้อคือเตาเผาขนาดใหญ่ของร่างกาย ตอนนั้นพี่ไม่เ ข้าใจ แล้วเขาพูดว่าการที่เรากินอาหารไม่ครบ 5 หมู่ ทำให้ร่างกายของเรากักเก็บไขมันเอาไว้ มันกลัวตาย แต่ถ้าเรากินครบ 5 หมู่ ร่างกายจะยินดีและยินยอมปล่อยไขมันออกมา ฟังแล้วประหลาดนะ ไม่เคยได้ยิน พี่ฟังเสร็จพี่ก็คิดว่าลองดูวะ”

ความรู้ใหม่น่าตกใจเสมอสำหรับผู้มีความเชื่ออย่างแรงกล้า ป้าโอ๋ใช้วิทยาศาสตร์ในการหาคำตอบว่าทางที่เดินมานั้นผิดหรือถูกด้วยการไปตรวจร่างกาย พบตัวเลขไขมันทั้งไขมันในร่างกาย และ ไขมันในช่องท้อง สวนทางกับวินัยการกินที่เพียรทำมา

“วินัยของพี่คือเป๊ะมากเลยนะ แต่ผลตรวจออกมาปรากฎว่า ร่างกายเรามีไขมันมาก นาทีนั้นพี่ประหลาดใจมากเลย ไขมันช่องท้องเราก็เยอะ แสดงว่าอวัยวะของเราแช่อยู่ในน้ำมันตลอด 24 ชั่วโมง มันคือระเบิดเวลา พี่ก็ปฏิวัติอีกครั้ง ไม่กินผลไม้ ผ่านไป 5 วัน ไปตรวจไขมันก็พบว่ามันลดลงจริง ทีนี้ก็เลยทดลองกลับไปกินผลไม้เหมือนเดิมแล้วไปตรวจอีก ปรากฎว่าไขมันกลับขึ้นมา คราวนี้พี่เชื่อแล้ว”

อย่างที่ป้าโอ๋บอกว่า หยุดอายุไว้ที่ 25 ซึ่งเป็นวัยที่ยังไม่เก่ง ยังไม่รู้ไปเสียทุกเรื่อง เมื่อไม่รู้ก็ต้องฟังก็ต้องหาคำตอบจากคนอื่น

“พี่หยุดอายุไว้ที่ 25 พี่รู้สึกว่าคนวัย 25 มีไฟมีแรง ยังมีความฝันอันยิ่งใหญ่ รู้สึกว่าตัวเองยังไม่เก่ง ยังเดินทางไม่ถึงเป้าหมาย มันทำให้เรามุ่งมั่นที่จะเดินทางต่อ”

ด้วยสปิริตของคนวัย 25 ทำให้ป้าโอ๋สนุกที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่จากกับโลกใบนี้


โลกนี้จ่ายให้เท่าที่เราทำ

"เมื่อก่อนเขาบอกว่า การออกกำลังกายต้องใช้เวลา 30-50 นาทีต่อครั้ง พี่ก็เชื่อ แล้วทำไมเวลาพี่ออกกำลังกาย 10-20 นาที แต่รู้สึกเฟิร์มมากกว่าเมื่อก่อน แล้วการทำบอดี้เวทหัวใจสูบฉีดหนักมาก แต่การแอโรบิก เป็นการทำให้หัวใจออกกำลังอย่างช้าๆ จึงต้องใช้เวลานานกว่า แขนพี่เมื่อก่อนไม่ได้เป็นแบบนี้ มันห้อยย้อยต่องแต่งนะ แต่วันนี้ดีขึ้น เฟิร์มขึ้น แต่พี่เชื่อว่าปีหน้ามันจะดีกว่านี้ ปีถัดไปจะต้องดีกว่านี้ พออายุ 72 พี่จะสุดยอด”

ทุกวันนี้ ป้าโอ๋ออกกำลังกายด้วยการทำบอดี้เวทวันละ 10-20 นาที เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย กรรมวิธีปรุงหลีกเลี่ยงการทอด ปรุงรสให้น้อยที่สุด กินอาหารครบ 5 หมู่  กินให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย นี่ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์ ในชั่วพริบตา แต่เป็นเรื่องที่ต้องทำต่อเนื่องและสม่ำเสมอ     

“ไม่ไหวก็หยุด แล้วค่อยทำต่อ หยุดพัก ดื่มน้ำ หายเหนื่อยแล้วไปต่อ ทำทุกวันสม่ำเสมอ มนุษย์นะ เชื่อพี่ ไม่ว่าเรื่องอะไร เวลาที่คุณเก็บเล็กผสมน้อย สักวันคุณจะสำเร็จ ทุกเรื่องในชีวิตเลยนะ ไม่เฉพาะการออกกำลังกาย”

การเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งการกินและการออกกำลังกายของป้าโอ๋ บอกเล่าเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงขององค์ความรู้และวิทยาการได้เป็นอย่างดี เรากำลังอยู่ในยุคที่เราสามารถเข้าถึงความรู้เรื่องการกินและการออกกำลังกายได้อย่างง่ายดายและมีทางเลือกที่หลากหลาย แต่ละทางเลือกก็มีความรู้และข้อมูลให้ศึกษามากมาย ซึ่งทำให้หญิงวัย 67 สนุกกับโลกใบนี้

“ถามว่าเบื่อมั้ย เราไม่เบื่อ ก่อนหน้านี้พี่ไม่รู้จัก Zoom แต่พี่ต้องไปเรียนเรื่องโภชนาการกับเด็กๆ เรามีอินเทอร์เน็ต ซึ่งทำให้พี่ตื่นเต้น เพราะเรียนกับเด็กๆ อันไหนเราไม่รู้ ไม่เก่ง ก็ค่อยๆ ฝึก”

ป้าโอ๋เชื่อมั่นในคนรุ่นใหม่ เชื่อในเทคโนโลยีสมัยใหม่ ป้าโอ๋รอที่จะรับรู้ว่าโลกไปถึงไหนแล้ว “โลกในยุคหน้าจะต้องมีนวัตกรรม มีองค์ความรู้ใหม่ๆ นักวิทยาศาสตร์เก่งมาก พี่ต้องอยู่รอวันนั้นสิ แล้วพี่จะเล่าประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นหลังฟัง ว่าสมัยก่อนโลกเป็นแบบนี้นะ” ป้าโอ๋ กล่าวถึงจุดบรรจบระหว่างอดีตกับอนาคต แต่ก่อนที่จะถึงวันนั้น เธอต้องทำวันนี้ให้ ‘เฟิร์ม’ ที่สุด

ร่างกายของป้าโอ๋ในวันนี้เป็นหลักฐานยืนยันว่า วินัยและความเพียรพยายามที่จะมีสุขภาพร่างกายที่ดีนั้นเป็นไปได้ และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนหันมาดูแลสุขภาพ

“ตื่นมาเราถ่ายรูปในชุดสปอร์ตบาร์ ไม่ได้โชว์เซ็กซี่นะ แต่เราต้องวิริยะอุตสาหะขนาดไหนถึงจะใส่แบบนี้ได้ เราต้องไม่กินในสิ่งที่เราชอบ พี่ชอบกินชีสมาก ชอบกินกล้วยทอด ขนมชั้น ชอบมากๆ อร่อยโคตรๆ พี่รู้ว่าของพวกนี้มันอร่อย ข้าวเหนียวเปียกลำไย พี่สามารถกินทุเรียนได้ 3 กิ โลในมื้อหนึ่ง พี่แกะลองกองเก่งมากเลยนะ แต่โลกใบนี้จ่ายผลตอบแทนให้ตามการกระทำของคุณ คุณอยากได้สิ่งไหนคุณก็ต้องทำสิ่งนั้น”

ร่างกายและสุขภาพตอบแทนให้ป้าโอ๋อย่างที่ป้าโอ๋ปฏิบัติในแต่ละวัน

“ในแต่ละวัน พี่จะตื่นมากินสารอาหารให้ครบ ออกกำลังกาย ถ่ายรูปโพสต์เฟซบุ๊ก เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ พี่ไม่ได้สนใจว่าใครจะมาซื้ออะไรกับพี่ ถ้าเราคาดหวังให้คนมาซื้อของ แล้วต้องทำแบบนี้ทุกวัน พี่ว่าพี่ไม่น่ามีความสุข แต่การสร้างแรงบันดาลใจสำคัญ พี่บอกกับตัวเองว่า วันที่พี่อายุ 72 พี่จะมี passive income ตอนพี่ 72 พี่จะไปใช้ชีวิตเมืองนอก ไปเรียนภาษา พี่จะไปอยู่โตเกียว เซียงไฮ้ ลอนดอน พี่จะมีรายได้มากกว่า 1 ล้านบาท ลองนึกภาพพี่อายุ 72 ที่โคตรดูดี มีเงินมากกว่า 1 ล้าน แล้วไปใช้ชีวิตเมืองนอก เอาหลานไปเรียนหนังสือด้วย 2 คน”

ความฝันของหญิงวัย 67 ช่างสดใสเหมือนคนหนุ่มสาววัย 25 แต่ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ละ “เราถูกสอนมาว่าชีวิตนี้เกิดแก่เจ็บตาย แต่สำหรับพี่ มีเกิดกับตาย ตรงกลางเราควบคุมได้ เราทำให้ร่างกายนี้ไม่แก่ไม่เจ็บได้ ทุกคนเกิดมาแล้วก็ตาย ความตายไม่ได้น่ากลัวมันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการเกิด ไม่ว่าจะเป็นจิ๋นซีฮ่องเต้หรือฟาโรห์ เขาสร้างสิ่งมหัศจรรย์แล้วก็จากโลกนี้ไป การตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัว การได้มีชีวิตและระหว่างที่เรามีชีวิต เราได้ทำอะไรต่างหาก”


ในวัย 67 ป้าโอ๋ยังจะพัฒนาร่างกายให้ดียิ่งขึ้นไปอีก การมีคุณภาพชีวิตที่ดีและยืนยาว เป็นเป้าหมายใหญ่ของชีวิต “เพื่อตอบโจทย์นั้น เพื่อให้มีชีวิตยืนยาวโดยที่ร่างกายฟิตและเฟิร์ม นี่คือเอเวอร์เรสต์สำหรับพี่ พี่ไม่อยากเป็นภาระลูก ไม่อยากให้หมอมาสั่งให้ใช้ชีวิตแบบไหน ก็เลยควบคุมในสิ่งที่เราควบคุมเองได้”

แม้จะบอกว่า ชีวิตนี้ไม่มีคำว่า ‘แก่’ กับ ‘เจ็บ’ แต่ป้าโอ๋ก็ยังคงเก็บรักษาริ้วรอยเหี่ยวย่นของร่างกายเอาไว้ เพราะมันคือประสบการณ์ของการเติบโต

“บางคนบอกทำไมไม่ไปฉีดให้หน้าไม่มีริ้วรอย ฉีดทำไม นี่คือประสบการณ์ พี่ชอบมากเลยนะ แล้วคอพี่เป็นริ้วแบบนี้ พี่ชอบ กูมั่นใจ ไม่มีอะไรที่ไม่ดี อะไรที่ไม่ดีก็พัฒนาปรับปรุง ถ้าเรายังอ้วนเราก็หาวิธี หาความรู้ มันคือบ่อเกิดของโรคภัย แล้วลงมือทำ เอามันออกไป”

ความฝันของหญิงวัย 67 คือการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ในวัย 72 เธออยากออกไปใช้ชีวิต ไม่ได้ต้องการเป็นคุณย่าหรือคุณยายที่อยู่ติดบ้าน ยังต้องเรียนรู้เพื่อที่จะเดินทางไปถึงยอดเขาเอเวอร์เรสต์ของชีวิต


Author

วีรพงษ์ สุนทรฉัตราวัฒน์

Author

นักเขียนและผู้ผลิตสารคดีอิสระ หลงใหลความสัมพันธ์ระหว่างเวลา ความทรงจำ และประวัติศาสตร์ สนใจความแตกต่างของมนุษย์ในแต่ละช่วงวัย

RELATED