อีกไม่ถึง 10 ปีข้างหน้า คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะมีประชากรราว 61.9 ล้านคน วัยแรงงานลดลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่จำนวนผู้สูงอายุกลับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ท่ามกลางอัตราการเกิดที่ต่ำที่สุดในรอบ 75 ปี
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การโฟกัสตัวเลขที่เปลี่ยนแปลงไป แต่คือคำถามที่ว่า ‘เราจะออกแบบชีวิตอย่างไรให้ ‘อยู่ดี แก่ดี ตายดี และมีความสุข’ ในวันที่นโยบายต่าง ๆ จากภาครัฐอาจยังไม่ครอบคลุมและเพียงพอที่จะสนับสนุนให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นจริงได้
Policy Watch – The Active ไทยพีบีเอส ร่วมกับมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และเครือข่าย Peaceful Death ชวนทุกคนร่วมจับตามองสถานการณ์สังคมสูงวัย และแลกเปลี่ยนความเห็นในเวที ‘Policy Forum: สังคมสูงวัย’ ซึ่งเป็น 1 ใน 12 เวทีนโยบายสำคัญของประเทศ ที่เกิดขึ้นเพื่อเปิดพื้นที่ระดมความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนข้อมูลสำคัญ เพื่อรวบรวมข้อเสนอทางนโยบายที่เกี่ยวข้องกับประเด็นสังคมสูงวัยจากภาคประชาชน ไปถึงตัวแทนจากพรรคการเมืองต่าง ๆ ที่จะต้องเข้ามาทำงานขับเคลื่อนนโยบายเหล่านี้ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีของคนทุกวัยให้เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ยังแข็งแรงอยู่ไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต
โดยการแลกเปลี่ยนมุมมองของ นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย, รศ. ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล, รศ. พญ.วราลักษณ์ ศรีนนท์ประเสริฐ หัวหน้าหน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล, คุณวรรณา จารุสมบูรณ์ ผู้ก่อตั้ง Peaceful Death และ ผศ. ดร.ธีรพัฒน์ อังศุชวาล อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS)
เวทีนี้เป็นส่วนหนึ่งในงาน Policy Watch Connect 2026 ‘เลือกตั้ง 69 นโยบายสาธารณะ ฝ่าวิกฤตประเทศ’ ที่จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 12 – 23 มกราคม 2569 ณ สัปปายะสภาสถาน (อาคารรัฐสภา) ถนนสามเสน กรุงเทพมหานคร


‘อยู่ดี’ ได้ แม้ในวันที่ (ผู้สูงวัย) ต้องพึ่งพาตัวเองมากขึ้น
รศ. ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า มีการคาดการณ์ว่าประชากรไทยจะลดลงเหลือประมาณ 61.9 ล้านคน โดยวัยแรงงานจะหายไปถึง 3.4 ล้านคน ขณะที่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอีก 3.6 ล้านคน
วิกฤตนี้ซ้ำเติมด้วยอัตราการเกิดที่ต่ำที่สุดในรอบ 75 ปี (ต่ำกว่า 500,000 คนต่อปี) ทำให้โครงสร้างรายได้ที่ผู้สูงอายุเคยพึ่งพาครอบครัวเริ่มสั่นคลอน เมื่อ ‘ลูกหลาน’ มีน้อยลง แต่ภาระกลับหนักขึ้น
ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ชี้ให้เห็นว่า คนไทยเริ่มมีรายได้ต่ำกว่าระดับการบริโภคตั้งแต่อายุ 57 ปี ซึ่งรายได้ที่นำมาชดเชยการขาดดุลรายได้ตรงนี้ส่วนใหญ่มาจากการสนับสนุนจากครอบครัวมากถึง 36% รองลงมาคือมาจากการทำงาน 24.8% จากการสนับสนุนจากภาครัฐ 19.6% และรายได้จากทรัพย์สิน/เงินออม 19.6%
แต่เมื่อจำนวนเด็กเกิดใหม่น้อยลงเรื่อย ๆ การพึ่งพาครอบครัวก็จะทำได้ยากขึ้น ความช่วยเหลือจากภาครัฐก็จะน้อยลง เนื่องจากการขาดแรงงานซึ่งเป็นกลุ่มประชากรหลักในการสร้างรายได้ให้กับประเทศ ส่วนทรัพย์สินหรือเงินออมที่มีอยู่ก็ไม่เพียงพอและจะค่อย ๆ หมดไป ทำให้ผู้สูงอายุมีความจำเป็นต้องทำงานนานขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้น สิ่งสำคัญในการออกแบบนโยบายเพื่อรองรับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุให้ ‘อยู่ดี’ คือ
- ปรับมุมมองใหม่ให้คนไทยและสังคมไทยมีความเข้าใจถึงความจำเป็นที่ต้องทำงานนานขึ้น เน้นการสนับสนุนกลุ่มคนอายุ 50-64 ปี ที่ต้องหลุดจากตลาดแรงงานให้ยังสามารถทำงานต่อไปได้
- ปรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุให้สอดคล้องกับเส้นความยากจน (ประมาณ 3,000 บาท/เดือน หรือใช้ระบบขั้นบันไดที่เพิ่มขึ้นตามช่วงอายุ เพื่อลดความเสี่ยงความยากจนที่สูงขึ้นตามช่วงอายุที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หรือนำงบประมาณส่วนนี้สำหรับคนอายุ 60-64 ปีไปใช้ในการสนับสนุนการเพิ่มโอกาสหรือส่งเสริมการทำงานเพื่อให้คนกลุ่มนี้สามารถทำงานได้นานขึ้น
- สร้างระบบนิเวศที่สนับสนุน Silver Economy เพื่อตอบโจทย์ผู้สูงอายุที่มีความพร้อมและมีศักยภาพในการทำงาน
- ปรับนิยามผู้สูงอายุใหม่ เพราะตัวเลข 60 ไม่ได้เป็นตัวชี้วัด ‘ความสูงอายุ’ อีกต่อไป หลายคนยังแข็งแรง และสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ การทำงานหลังอายุ 60 ปีควรเป็นไปด้วยความสมัครใจ และมีการประเมินสมรรถนะ เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถสร้างคุณค่าและมีรายได้อย่างต่อเนื่อง

‘แก่ดี’ ได้ ด้วยการชะลอความเปราะบาง และสร้างระบบสุขภาพเชิงป้องกัน
นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย กล่าวถึงนิยามของการเป็นผู้สูงอายุว่า การจะวัดว่าใครเป็นผู้สูงอายุควรวัดที่ ‘ความสามารถภายในของร่างกาย’ (Intrinsic Capacity) ไม่ใช่วัดที่ตัวเลขอายุ เพราะคนอายุ 60 ปี ที่ยังสามารถทำงานและดูแลตัวเองได้ ก็ยังไม่ถือว่าแก่
สอดคล้องกับที่ รศ. พญ.วราลักษณ์ ศรีนนท์ประเสริฐ หัวหน้าหน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้ข้อมูลว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ (ประมาณ 80%) ยังแข็งแรง หรืออยู่ในระยะ ‘ก่อนเปราะบาง’ มีเพียง 10-20% เท่านั้นที่อยู่ในภาวะเปราะบางแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะเริ่มเข้าสู่ภาวะเปราะบางเมื่ออายุ 70 ปีขึ้นไป
สิ่งสำคัญ คือความเปราะบางเป็นสิ่งที่สามารถฟิ้นฟู หรือทำให้ดีขึ้นได้ ดังนั้น หากภาครัฐจะวางนโยบายเพื่อดูแลสุขภาพผู้สูงอายุก็ควรเน้นในเรื่องของการชะลอความเสื่อม และฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้สูงอายุที่อยู่ในระยะ ‘ก่อนเปราะบาง’ เพื่อป้องกันไม่ให้คนกลุ่มนี้เข้าสู่ภาวะเปราะบางเร็วเกินไป รวมทั้งมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงขึ้น


การดูแลผู้สูงอายุ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มแข็งแรง กลุ่มก่อนเปราะบาง และกลุ่มเปราะบาง ย่อมมีความแตกต่างกัน ดังนั้น นโยบายที่จะเกิดขึ้นเพื่อดูแลสุขภาพผู้สูงอายุควรสนับสนุนในสิ่งที่เขาขาด หรือมีความต้องการจริง ๆ ยกตัวอย่างเช่น ผู้สูงอายุกลุ่มเปราะบาง ควรได้รับการสนับสนุนเรื่องการดูแลระยะกลาง เพื่อดูแลสุขภาพไม่ให้ถดถอยลงไปมากกว่าเดิม หรือป้องกันไม่ให้ตกอยู่ในภาวะพึ่งพิง ส่วนผู้สูงอายุกลุ่มก่อนเปราะบางและผู้สูงอายุกลุ่มแข็งแรง ควรได้รับการสนับสนุนทางด้านการดูแลสุขภาพให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างแข็งแรงและปลอดภัย
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น นพ.สมศักดิ์ ได้ขยายความเพิ่มเติมว่า มาตรการ 4 ด้านในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่สามารถทำได้ คือ
1. ใช้คู่มือประเมินสุขภาพผู้สูงอายุ 9 ด้านของกระทรวงสาธารณสุข ประกอบด้วย ด้านความคิดความจำ ด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย ด้านการขาดสารอาหาร ด้านการมองเห็น ด้านการได้ยิน ด้านภาวะซึมเศร้าและความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย ด้านการกลั้นปัสสาวะ ด้านการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน และด้านสุขภาพช่องปาก เพื่อช่วยให้รู้ข้อมูลสุขภาพเบื้องต้นของผู้สูงอายุว่าส่วนใหญ่มีปัญหาด้านไหน อย่างไรบ้าง เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถโฟกัสและดูแลได้อย่างตรงจุดมากขึ้น
2. สนับสนุนมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น เช่น สร้างพื้นที่สาธารณะในการทำกิจกรรม หรือพบปะสังสรรค์สำหรับผู้สูงอายุ
3. พัฒนาบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ให้มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถประเมินภาวะเปราะบางของผู้สูงอายุได้มากขึ้น
4. สร้างระบบฟื้นฟูต่อเนื่องเพื่อลดภาวะพึ่งพิงของผู้สูงอายุ


‘จิตใจและความสัมพันธ์ที่ดี’ สารตั้งต้นสำคัญของความสุขในชีวิตบั้นปลาย
ผศ. ดร.ธีรพัฒน์ อังศุชวาล อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS) สถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS) ได้เล่าถึงผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่ใช้เวลาสำรวจยาวนานถึง 80 ปี ที่ชี้ให้เห็นว่าความพึงพอใจในชีวิตช่วงวัยกลางคน (อายุ 45-50 ปี) คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนมีความสุขและมีสุขภาพที่ดีในวัยชรา ดังนั้น โจทย์สำคัญของสังคมสูงวัยจึงไม่ใช่การเริ่มดูแลกันในวันที่คนเข้าสู่ภาวะเปราะบางหรือเสื่อมถอยไปแล้ว เพราะเรื่องของความแข็งแรงภายในเป็นเรื่องที่ต้องดูแลตั้งแต่ช่วงวัยทำงานย้อนลงไปจนถึงวัยเด็ก
ผลสำรวจยังบอกอีกว่าความสัมพันธ์ที่ดีที่เกิดขึ้นมักจะมีรากฐานมาจากความปลอดภัยทางอารมณ์ แต่เมื่อไรก็ตามที่คนเราไม่มีพื้นที่ที่ทำให้เขารู้สึกแบบนั้น ก็จะทำให้เกิดความเหงาทางสังคม เพราะรู้สึกว่าตัวเองถูกตัดขาดจากความสัมพันธ์ที่ดี
ในส่วนของการสร้างระบบนิเวศที่ทำให้คนแข็งแรงจากภายในที่ควรทำมี 4 ระดับ คือ
- ระดับบุคคล ด้วยการสร้างความรู้เบื้องต้นในการปฐมพยาบาลทางใจให้ทุกคนสามารถดูแลจิตใจและจัดการความรู้สึกด้วยตัวเองได้
- ระดับชุมชน ด้วยการสร้างกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน เพื่อสร้างโครงข่ายทางสังคมที่โอบอุ้มจิตใจและสนับสนุนกันมากขึ้น
- ระดับองค์กร สร้างวัฒนธรรมที่ไม่ Toxic เพื่อให้คนทำงานได้อย่างมีความสุข
- และ ระดับสังคม ด้วยการปรับพื้นที่สาธารณะให้เป็นพื้นที่แห่งการรับฟัง
นอกจากนี้ การสั่งจ่ายด้วยกิจกรรมทางสังคม (Social Prescribing) จะช่วยลดโมเดลการเข้าโรงพยาบาล และลดการใช้ยาในการรักษาให้น้อยลง รวมทั้งการสร้าง Link Worker หรือ บุคลากรที่ทำหน้าที่ในการดูแลและเชื่อมต่อคนทุกวัยเข้ากับกิจกรรมต่าง ๆ ในชุมชน เพื่อสร้างระบบนิเวศแห่งความสุข และทำให้ผู้คนกลับมามองเห็นความหมายในชีวิตได้อีกครั้ง ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการดูแลสุขภาพจิตใจให้แข็งแรง ที่ช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น


‘ตายดี’ สิทธิสุดท้ายที่ทุกคนควรเลือกได้
คุณวรรณา จารุสมบูรณ์ ผู้ก่อตั้ง Peaceful Death บอกว่า การ ‘ตายดี’ ไม่ได้หมายถึงแค่ช่วงเวลาที่กำลังจะเสียชีวิต แต่สัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตตั้งแต่ก่อนเข้าสู่ภาวะพึ่งพิงจนถึงวาระสุดท้าย
เวลาถามเรื่องการตายดีส่วนใหญ่คนประมาณ 70% ต้องการตายดีที่บ้าน แต่ปัจจุบันยังไม่มีระบบสนับสนุนที่เพียงพอให้ทุกคนสามารถตายดีที่บ้านได้ ดังนั้น นโยบายที่จะเกิดขึ้นจึงต้องมุ่งเน้นการสร้างระบบรองรับการตายดีที่บ้านที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมมมากขึ้น โดยการทำงานเชื่อมโยงกับท้องถิ่นและชุมชน ประกอบด้วย
- พัฒนาทักษะความสามารถและเพิ่มจำนวนนักบริบาลในชุมชน รวมทั้งมีสวัสดิการคุ้มครอง และสร้างเส้นทางอาชีพที่ชัดเจน เพื่อรองรับการดูแลผู้สูงอายุ และผู้ป่วยระยะท้ายที่ต้องการเสียชีวิตที่บ้าน
- ยกระดับนักบริบาลมืออาชีพ ด้วยการฝึกอบรมทักษะเฉพาะทาง และให้ค่าตอบแทนที่เป็นธรรม เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) ให้เกิดขึ้นในชุมชน
- สนับสนุนอัตราค่าตอบแทนที่เหมาะสมสำหรับคนที่จะมาทำหน้าที่นักบริบาล ซึ่งควรอยู่ที่ประมาณ 10,000 – 15,000 บาทต่อเดือน เพื่อจูงใจให้คนในท้องถิ่นยึดเป็นอาชีพ
- ให้อำนาจท้องถิ่นออกแบบวิธีการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยระยะท้ายตามบริบทของพื้นที่แทนการกำหนดจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว
- พัฒนาทักษะผู้จัดการการดูแล (Care Manager) เพื่อเป็นพี่เลี้ยงให้กับนักบริบาล และดูแลภาพรวมของชุมชน รวมทั้งการส่งเสริมและป้องกันด้านสุขภาพ เพื่อการดูแลผู้สูงอายุอย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ
- สร้างระบบรองรับการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายที่ไม่สามารถกลับไปรับการดูแลที่บ้านได้ โรงพยาบาลควรมีหอผู้ป่วยแบบประคับประคอง มีบุคลากรทางการแพทย์ และพยาบาลที่ผ่านการอบรมเรื่องนี้ เพื่อทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยแบบฟูลไทม์ รวมทั้งบรรจุหลักสูตรการดูแลแบบประคับประคองในโรงเรียนแพทย์ และส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการดูแลแบบประคับประคองให้กับบุคลากรทางด้านสาธารณสุขให้มากขึ้น
- ทำให้การวางแผนดูแลสุขภาพล่วงหน้า (Living Will) เป็นนโยบายระดับชาติ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจและรับผิดชอบการตัดสินใจเรื่องการดูแลเมื่อเจ็บป่วยในวาระสุดท้ายให้เป็นไปตามเจตจำนงของตัวเอง


การ ‘อยู่ดี แก่ดี และตายดี’ ไม่ควรเป็นเรื่องของโชค แต่ควรเป็นสิทธิพื้นฐานในการมีชีวิตที่ทุกคนควรได้รับ สุดท้ายข้อเสนอทั้งหมดในวงสนทนานี้จะเกิดขึ้นจริงได้มากน้อยแค่ไหน ก็คงขึ้นอยู่กับตัวแทนจากพรรคการเมืองที่เรากำลังจะเลือกให้เข้าไปขับเคลื่อนนโยบายในวันข้างหน้า แต่อย่างน้อยเสียงที่เราทุกคนสะท้อนร่วมกันในวันนี้ได้ย้ำชัดว่า สังคมสูงวัยไม่ใช่แค่เรื่องของผู้สูงอายุเท่านั้น แต่คือคุณภาพชีวิตของคนทุกวัยที่จะต้องร่วมกันออกแบบ เพื่อเป็นหมุดหมายสำคัญในการกำหนดอนาคตร่วมกันตั้งแต่วันที่ยังแข็งแรงอยู่

























