มะเร็งไม่ใช่จุดจบ จังหวะเวลาที่ “ใช่” คือสิ่งสำคัญของการรักษามะเร็งเปลี่ยนความสิ้นหวังให้เป็นโอกาสครั้งที่สองของผู้ป่วยมะเร็ง
สรุปประเด็นสำคัญจากบทสนทนาในรายการมนุษย์ต่างวัย Talk กับ ประสาน อิงคนันท์ EP.82 คุยกับ นายแพทย์ธนุตม์ ก้วยเจริญพานิชก์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมะเร็งชีวามิตรา ที่จะช่วยให้เรามอง “มะเร็ง” ในมุมใหม่ ภายใต้แนวคิด “Cancer Free is You & Longevity”
“เหลือเวลาอีกไม่นาน” หรือ “ไม่มีทางรักษาแล้ว” ยิ่งตอกย้ำความทุกข์ของคนไข้
เหลือเวลาอีกไม่นาน” หรือ “ไม่มีทางรักษาแล้ว” เป็นสิ่งที่สร้างความกระทบกระเทือนใจอย่างมากเพราะในหลายกรณีเราไม่อาจฟันธงได้ตายตัวว่าเขาจะเสียชีวิต 6 เดือน 1 ปี หรือ 6 วัน เพราะผู้ป่วยแต่ละรายมีการตอบสนองต่อโรคและการรักษาที่ต่างกัน
การบอกคนไข้ว่ารักษาไม่ได้แล้วเปรียบเสมือน “เคราะห์ซ้ำกรรมซัด” ดังนั้นการให้ความสำคัญกับการสื่อสารและการถนอมน้ำใจจึงเป็นสิ่งสำคัญเพราะคำพูดมีผลต่อกำลังใจของคนไข้มากที่สุด
คุณหมอมองว่ามะเร็งไม่ใช่คำสาปที่บอกว่าชีวิตต้องจบลงทันที แต่เป็นสิ่งที่มาเตือนให้เราตระหนักถึงเวลาที่มีอยู่ เพื่อให้หันกลับมาดูแลตัวเองและใช้เวลาที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุด
Golden Period: จังหวะเวลาที่ “ใช่” คือสิ่งสำคัญของการรักษามะเร็ง
การรักษามะเร็งไม่ใช่แค่เรื่องของตัวยาที่แรงที่สุด แต่คือเรื่องของ “จังหวะเวลา” คุณหมออธิบายถึง Golden Period หรือช่วงเวลาทองคำ เช่น 4-6 สัปดาห์หลังการผ่าตัด ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายพร้อมรับเคมีบำบัดที่สุด หากเร็วเกินไปแผลผ่าตัดอาจแยก แต่หากช้าเกินไปเซลล์ร้ายอาจลุกลามจนคุมไม่อยู่
“ยกตัวอย่างเช่น พี่จินตนา ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ที่เรากำลังดูแล ซึ่งกลับมาเป็นซ้ำเป็นครั้งที่ 2 เธอมีภาวะ “ทุพโภชนาการ” (Malnutrition) หรือ ร่างกายขาดสารอาหารรุนแรงจากการกินไม่ได้มาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ก่อนจะเริ่มสู้กับมะเร็ง โรงพยาบาลจึงให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมใน 10 วันแรกอย่างเข้มข้น
“โดยการกู้คืนระบบพลังงานให้สารอาหารและเกลือแร่ทางหลอดเลือดเพื่อชดเชยสิ่งที่ร่างกายขาดหายและเริ่มเคลียร์ทางเดินอาหารจัดการภาวะลำไส้อุดตันเบื้องต้น เพื่อให้ร่างกายพร้อมรับพลังงานใหม่ รวมถึงวางแผนเชิงรุกใช้เวลาช่วงฟื้นฟูร่างกายนี้ในการทำ CT Scan และวางแผนการฉายแสงไปพร้อมกัน เพื่อให้เข้าสู่กระบวนการรักษาทันทีที่ร่างกายพร้อม
“ดังนั้นการฉวยโอกาสทองและเริ่มต้นการรักษาในจังหวะที่ใช่ คือหนทางที่ทำให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น”
รักษา “คน” ก่อนรักษา “โรค”
ความสำเร็จของการรักษาไม่ได้วัดกันแค่ขนาดของก้อนเนื้อที่ลดลง แต่วัดจากศักดิ์ศรีและความสุขในการใช้ชีวิต (Quality of Life) หรือคุณภาพการใช้ชีวิตของคนไข้ ที่ยังทำให้เขาไม่รู้สึกทุกข์ทรมานใจ คุณหมอที่โรงพยาบาลมะเร็งชีวามิตราไม่ได้ดูแค่แผ่นฟิล์มเอ็กซเรย์ แต่ใส่ใจไปถึง “การกินได้และการขับถ่ายได้” ของผู้ป่วย ถึงขั้นขอให้ถ่ายรูปอุจจาระส่งให้ดูทางไลน์เพื่อติดตามอาการอย่างใกล้ชิด หรือแม้กระทั่งบางครั้งคนไข้เบื่ออาหารเดิม ๆ เช่น ไข่ตุ๋น ทีมโภชนาการก็ปรับเปลี่ยนเป็น “ต้มจืดเต้าหู้” ตามความชอบเพื่อให้คนไข้มีความสุขกับการกินมากขึ้น เพราะนอกจากการสู้กับโรคผู้ป่วยต้องสู้กับใจด้วย ดังนั้นรักษามะเร็งไม่ใช่แค่รักษาโรค ต้องดูแลใจและคุณภาพชีวิตผู้ป่วยให้ควบคู่กัน
การวางแผนงบประมาณ คือส่วนหนึ่งของการวางแผนการรักษา
หลายคนกลัวเรื่องค่าใช้จ่ายมากที่สุด สำหรับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนที่เป็น Second Opinion โรงพยาบาลมะเร็งชีวมิตราใช้หลักการ “Financial Planning = Medical Planning” โดยเน้นความโปร่งใสตั้งแต่วันแรก หากแผนการรักษาใดที่ผู้ป่วยแบกรับงบประมาณไม่ถึง 100% แผนนั้นย่อมไม่ใช่แผนที่ “ใช่” เพราะการรักษาที่สะดุดกลางคันอาจให้ผลลัพธ์ที่แย่กว่า คุณหมอใช้วิธีปรับสูตรการให้ยาเพื่อลดค่าใช้จ่ายแต่ยังคงคุณภาพการรักษาไว้ เช่น จากเดิมที่ต้องให้ยาเคมีแบบฉีดทุก 2 สัปดาห์ (รวม 12 รอบ) คุณหมอปรับจังหวะใหม่เป็นรอบละ 3 สัปดาห์ โดยเปลี่ยนมาใช้สูตร “ยาฉีด 1 วัน ผสมกับยาทานต่อเนื่อง 14 วัน” ทำให้จำนวนรอบลดลงเหลือเพียง 8 รอบ ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายลงอย่างมหาศาลโดยไม่เสียคุณภาพการรักษา
ดังนั้นความหวังในการรักษาไม่ได้จบลงที่คำบอกเล่าเรื่องระยะเวลาที่เหลือ แต่ขึ้นอยู่กับการ สื่อสารที่เข้าถึงง่าย การรักษาที่ถูกจังหวะ และการเตรียมความพร้อมของร่างกายและจิตใจ ทั้งของคนไข้และผู้ดูแล
รับชมรายการได้ที่นี่
























