เมื่อ ‘ความสุข’ ไม่ได้อยู่ที่ ‘อายุ’ แต่อาจอยู่ที่ ‘ความสัมพันธ์’ เหตุผลที่บอกว่าทำไม Baby Boomer ถึงมีความสุขกว่า Gen Z

ปี 2025 รายงานความสุขโลกจัดอันดับให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความสุขเป็นอันดับ 49 ของโลก มีคะแนนด้านการสนับสนุนทางสังคมอยู่ที่อันดับ 8 และติดอันดับ Top 3 ของกลุ่มประเทศในภูมิภาคอาเซียน รองจากสิงคโปร์และเวียดนาม

ในขณะเดียวกันข้อมูลจากการสำรวจความเห็นของคนไทยต่อนโยบายประชากรในประเด็น “พลิกวิกฤตเกิดน้อย-สังคมสูงวัย” โดย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า กลุ่มคน Gen X และ Baby Boomer (46 ปีขึ้นไป) มีค่าคะแนนความสุขสูงที่สุดอยู่ที่ 7.3 จาก 10 คะแนน ส่วนกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างคน Gen Z (18-30 ปี) ที่จะเติบโตไปเป็นกำลังหลักของสังคมในอนาคต กลับมีค่าคะแนนความสุขต่ำกว่าเกณฑ์ค่าเฉลี่ยและน้อยกว่าคนทุกเจเนอเรชัน โดยค่าคะแนนความสุขของคนกลุ่มนี้อยู่ที่ 6.9

ซึ่งเหตุการณ์นี้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับหลายประเทศในโลก เพราะเมื่อกลับไปดูข้อมูลจากรายงานความสุขโลกในปี 2024 ที่มีการจัดอันดับแยกตามกลุ่มอายุเป็นครั้งแรก พบว่า โดยเฉลี่ยแล้วคนที่เกิดก่อนปี 1965 (Baby Boomer) จะรู้สึกมีความสุขมากกว่าคนที่เกิดหลังปี 1980 (Gen Y และ Gen Z) ที่มีการประเมินค่าชีวิตของตนเองลดลงทุกปีที่อายุเพิ่มมากขึ้น

อะไรที่ทำให้ Baby Boomer รู้สึกดีกับชีวิตมากกว่าคนวัยอื่น ๆ

  • ความมั่นคงและการควบคุม

เมื่อเข้าสู่ชีวิตในช่วงวัยเกษียณ ทำให้คนกลุ่มนี้รู้สึกว่าสามารถควบคุมทิศทางชีวิตของตัวเองได้มากกว่าคนรุ่นใหม่ ที่อาจจะยังอยู่ในช่วงสร้างตัว หรือต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของชีวิต

  • สุขภาพจิตที่ดีกว่า

ข้อมูลจากรายงานระบุชัดเจนว่าความพึงพอใจด้านสุขภาพจิตจะเพิ่มขึ้นตามอายุ โดย Baby Boomer มีความพึงพอใจสูงสุดในด้านนี้เมื่อเทียบกับกลุ่มคนในเจเนอเรชันอื่น ๆ

  • เวลาว่างที่มีคุณภาพ

เนื่องจากเป็นวัยที่ลูกหลานมักจะเติบโต สามารถดูแลตัวเองได้แล้ว ทำให้พวกเขามีความพึงพอใจในปริมาณเวลาว่างของตนเองสูงมาก (83%) เมื่อเทียบกับคนวัยทำงานรุ่นอื่น ๆ

  • ความสัมพันธ์ทางสังคมที่เข้มแข็ง

Baby Boomer มีระดับความพึงพอใจในเพื่อนฝูงและชีวิตทางสังคมที่สูงกว่าคนรุ่นอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด โดยมีคะแนนความพึงพอใจในส่วนนี้อยู่ที่ 82% ในขณะที่ Gen Y มีความพึงพอใจอยู่ที่ 74% เท่านั้น

ทำไมคนรุ่นใหม่ถึงมีความสุขน้อยลง 

  • วิกฤตความโดดเดี่ยวทางสังคมที่รุนแรงขึ้น

ข้อมูลจาก Gallup World Poll (GWP) ซึ่งครอบคลุมคนวัยหนุ่มสาวใน 168 ประเทศ ระหว่างปี 2006-2023 พบว่า เมื่อเวลาผ่านไปคุณภาพของความเชื่อมโยงทางสังคมในกลุ่มคนวัยหนุ่มสาวจะลดลงเรื่อย ๆ โดยจำนวนของคนวัยหนุ่มสาวที่บอกว่า “ไม่มีใครเลย” ที่พวกเขาสามารถพึ่งพาได้เพิ่มขึ้นมาอีก 0.1% ถึงแม้ว่าตัวเลขนี้จะดูเล็กน้อย แต่เมื่อคิดในระดับโลก ก็เท่ากับว่ามีคนวัยหนุ่มสาวที่บอกว่าพวกเขาไม่สามารถพึ่งพาใครได้เลยเพิ่มขึ้นราว 1.7 ล้านคนต่อปี

  • ความเชื่อที่ทำให้ยิ่งโดดเดี่ยว

รายงานพบว่าคนรุ่นใหม่มัก “ประเมินความเมตตาของเพื่อนต่ำเกินจริง” โดยมีความเชื่อว่าเป็นเรื่องยากที่คนรอบตัวจะอยากช่วยเหลือในเรื่องที่ไม่ใช่ธุระของตัวเอง หรือมีความเห็นอกเห็นใจให้คนอื่น ความเข้าใจผิดนี้ทำให้คน Gen Z ไม่กล้าเสี่ยงทางสังคม เช่น ไม่กล้าเริ่มบทสนทนาก่อน หรือไม่กล้าขอความช่วยเหลือ จนนำไปสู่วงจรความโดดเดี่ยวและภาวะสุขภาพจิตที่แย่ลง

  • พฤติกรรมการแยกตัวมากินข้าวคนเดียว

การกินข้าวคนเดียวส่งผลเสียต่อความเป็นอยู่ที่ดีอย่างมาก และแนวโน้มนี้เห็นชัดที่สุดในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือในสหรัฐอเมริกา ที่มีสถิติการกินข้าวคนเดียวของคนอายุ 25-34 ปี เพิ่มขึ้นถึง 180% ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสิ่งนี้ส่งผลโดยตรงต่อคะแนนความสุขที่ลดลงด้วย

  • การลดลงของความพึงพอใจในชีวิตอย่างต่อเนื่อง

ในอเมริกาเหนือและยุโรปตะวันตก คนรุ่นใหม่กลายเป็นกลุ่มที่มีระดับความเป็นอยู่ที่ดีต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับคนในทุกช่วงอายุ ถึงแม้พวกเขาจะบอกว่ายังมี “อารมณ์เชิงบวก” (ความสนุกสนานในแต่ละวัน) สูงกว่าผู้สูงอายุ แต่คะแนนความพอใจในการประเมินชีวิตโดยรวม กลับต่ำกว่าคนอายุ 60 ปีขึ้นไปอย่างเห็นได้ชัด

  • สภาพแวดล้อมและความท้าทายในปัจจุบัน

คน Gen Z เติบโตมาในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงวิถีความสัมพันธ์ผ่านโซเชียลมีเดียและเทคโนโลยี AI ซึ่งอาจทำให้เปราะบางต่อความเหงา หรือรู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้น นอกจากนี้ คนรุ่นใหม่ในอีกหลายประเทศยังต้องเผชิญกับแรงกดดันทางสังคม ความท้าทายทางเศรษฐกิจ ที่ทำให้ต้องอาศัยอยู่กับพ่อแม่นานขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อความรู้สึกเป็นอิสระและพัฒนาการทางจิตสังคมของพวกเขาในระยะยาวด้วย

ความสุขอาจเริ่มได้ง่าย ๆ ด้วยการชวนใครสักคนไปกินข้าวด้วยกัน

ผลการวิจัยกว่า 80 ปีจาก Harvard Adult Development Study ชี้ชัดว่า เครื่องมือทำนายสุขภาพและความสุขในระยะยาวที่สำคัญที่สุดก็คือความสัมพันธ์ทางสังคม ซึ่งการเริ่มสร้างความสัมพันธ์ใหม่ ๆ กับใครสักคนอาจเริ่มจากลองชวนเขาไปกินข้าวด้วยกันสักมื้อ

ข้อมูลทางสถิติชี้ให้เห็นว่าคนที่กินข้าวคนเดียวทุกมื้อมีคะแนนความสุขอยู่ที่ 4.9 คะแนนเมื่อเทียบกับคนที่กินข้าวร่วมกับคนอื่นแค่สัปดาห์ละ 1 จะมีคะแนนความสุขเพิ่มเป็น 5.2 คะแนน ซึ่งส่วนต่าง 0.3 คะแนนนี้เทียบเท่ากับคะแนนครึ่งหนึ่งของผลกระทบจากการตกงาน

นอกจากนี้ ข้อมูลจากรายงานยังพบว่า “การแชร์มื้ออาหาร” หรือ “การกินข้าวร่วมกับคนอื่น” ส่งผลต่อความสุขของคนเราเทียบเท่ากับระดับรายได้ คนที่กินข้าวคนเดียวบ่อย ๆ จะมีระดับความพึงพอใจในชีวิตอยู่ที่ 4.9 คะแนน ในขณะที่คนที่กินข้าวกับผู้อื่นจะมีระดับความพึงพอใจในชีวิตอยู่ที่ 5.5-5.6 คะแนน

แต่ถ้าการชวนใครสักคนไปกินข้าวยังเป็นเรื่องยาก คุณอาจเริ่มสร้างความสุขง่าย ๆ ให้ตัวเองและคนอื่นได้ผ่านการสร้างปฏิสัมพันธ์เล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างการทักทาย หรือคุยสั้น ๆ กับคนแปลกหน้า เช่น ขอบคุณและยิ้มให้บาริสต้าที่ยื่นกาแฟให้เราในตอนเช้า หรือกล่าวทักทายคุณลุงวินมอเตอร์ไซค์ที่ส่งเรากลับบ้านในตอนเย็น เพราะเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ก็สามารถช่วยเพิ่มระดับความสุขในแต่ละวันได้ไม่ต่างกัน

อ้างอิง 

Credits

Author

ถึงจะต่างวัยแต่ก็
อยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ