ปี 2568 ประเทศไทยมีประชากรราว 65.8 ล้านคน แต่จำนวนเด็กเกิดใหม่กลับลดลงเหลือเพียง 416,574 คน ซึ่งน้อยกว่าจำนวนผู้เสียชีวิตถึง 143,110 คน ส่งผลให้ประชากรไทยลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 5
สถานการณ์ยิ่งน่าจับตา เมื่อมีการคาดการณ์ว่าในปี 2569 อัตราเจริญพันธุ์รวม (TFR) จะลดลงเหลือเพียง 0.86 ซึ่งอาจทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีอัตราการเกิดต่ำเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากเกาหลีใต้
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่คือการปรับโครงสร้างสังคมครั้งใหญ่ เมื่อประเทศไทยกำลังมุ่งเข้าสู่ ‘สังคมสูงวัยระดับสุดยอด’ (Super-Aged Society) ในปี 2577
โดยจะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปประมาณ 17.2 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด และประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปจะเพิ่มเป็นเกือบ 1 ใน 5 ของประเทศ
ท่ามกลางความท้าทายด้านความเปราะบางทางเศรษฐกิจ และการอยู่อาศัยอย่างโดดเดี่ยวของผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รศ. ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ชวนคนไทย ‘ปรับมุมมองใหม่’ จากการโฟกัสที่จำนวนประชากรที่ลดลง สู่การออกแบบนโยบายเพื่อเพิ่มศักยภาพและคุณภาพชีวิตของคนทุกวัย
ตั้งแต่การทบทวนนิยามผู้สูงอายุ การขยายอายุเกษียณ ไปจนถึงการบริหารจัดการแรงงานและงบประมาณ เพื่อร่วมกันออกแบบอนาคตประชากรไทยอย่างยั่งยืน ในงานแถลงข่าวสถานการณ์ประชากรไทย ประจำปี 2569 ‘เกิดน้อย สูงวัย แต่ยังมีทางไป: อนาคตประชากรไทยที่ต้องออกแบบร่วมกัน’ ที่จัดขึ้น ณ ห้องประชุมประชาสังคมอุดมพัฒน์ (101) ชั้น 1 สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 12 มกราคม ที่ผ่านมา
ความท้าทายหลัก เมื่อไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด
สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่ ‘สังคมสูงวัยระดับสุดยอด’ (Super-Aged Society) ภายในอีกไม่ถึง 10 ปีข้างหน้า แต่ผู้สูงอายุไทยจำนวนมากยังต้องเผชิญกับความเปราะบางทั้งทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ
- การอยู่อาศัยโดยลำพัง และความเสี่ยงต่อการตายอย่างโดดเดี่ยว
ปี 2567 มีผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ลำพังมากถึง 1.8 ล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนที่เพิ่มสูงขึ้นเกือบ 4 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2537 และอีก 35.5% หรือ 1 ใน 3 อาศัยอยู่กับคู่สมรสที่เป็นผู้สูงอายุด้วยกัน
- ภาวะความยากจน
ปี 2567ผู้สูงอายุประมาณ 1 ใน 8 ยังตกอยู่ภายใต้ภาวะความยากจน โดยที่ 5.6% อยู่ในภาวะความยากจนรุนแรง และอีก 9.6% เป็นกลุ่มที่ ‘เสี่ยงจน’ ที่ปัจจุบันยังอยู่เหนือเส้นความยากจน แต่มีโอกาสตกไปสู่ความยากจนได้ หากไม่มีระบบรองรับที่เหมาะสม
วิกฤต หรือ โอกาส ? ในมุมมองของคนไทย
ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนไทยอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,591 คน (สำรวจโดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล ระหว่าง 6 ต.ค. – 30 พ.ย. 2568) พบว่า คนไทยกว่าร้อยละ 55 มองว่าสถานการณ์เด็กเกิดน้อย ผู้สูงวัยเพิ่มขึ้น ไม่ใช่แค่ ‘วิกฤต’ แต่เป็น ‘โอกาส’ หากรัฐสามารถปรับนโยบายให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนได้
สิ่งที่คนไทยให้ความสำคัญมากที่สุด
พัฒนาคนไทยให้มีคุณภาพ : เน้นการลงทุนด้านการศึกษา สุขภาพ และทักษะสำคัญเพื่อสร้างทุนมนุษย์ที่แข็งแรง โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่เชื่อว่า ‘คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ’
- เตรียมพร้อมรับมือสังคมสูงวัย : ออกแบบนโยบายและสวัสดิการต่าง ๆ เพื่อรองรับสังคมสูงวัยให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ
- สนับสนุนครอบครัวที่อยากมีลูก : นโยบายเพื่อสนับสนุนการเกิดยังเป็นสิ่งสำคัญ แต่ควรเน้นไปที่ครอบครัวที่มีความพร้อมและความต้องการในการมีบุตร ด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคม ที่เอื้ออำนวยให้ครอบครัวสามารถตัดสินใจมีบุตรได้ตามต้องการ
นโยบายเร่งด่วนที่คนไทยอยากเห็น
ในส่วนของนโยบายเร่งด่วนเพื่อรองรับสังคมสูงวัยที่คนไทยอยากให้รัฐทำทันที คือ
27% – เพิ่มเบี้ยยังชีพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ
24.5% – นำเข้าแรงงานทักษะสูง เพื่อทดแทนกำลังแรงงานที่หายไป
22.7% – ส่งเสริมการทำงานของผู้สูงอายุ เพื่อสร้างรายได้และความภูมิใจอย่างต่อเนื่อง
ส่วนกลุ่มคนเจนฯ Z และคนโสด เป็นกลุ่มที่อยากให้มีนโยบายด้านผู้ดูแลหรือแคร์กิฟเวอร์ มากกว่ากลุ่มอื่น ๆ ซึ่งประเด็นนี้สะท้อนถึงความกังวลในการดูแลผู้สูงอายุในครอบครัวและการดูแลตนเองเมื่อต้องเป็นผู้สูงวัยในอนาคต
นิยามใหม่ของสูงวัย และนโยบายเพื่อการเกษียณ
แนวทางการปรับตัวที่สำคัญเพื่อรองรับสังคมสูงวัยในอนาคต
- ขยับนิยามผู้สูงวัย และขยายอายุเกษียณ
ประชาชนเกินครึ่ง (ร้อยละ 53) เห็นด้วยกับการปรับนิยามผู้สูงอายุจาก 60 เป็น 65 ปี และร้อยละ 58.2 เห็นด้วยกับการขยายอายุเกษียณ เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถพึ่งพาตนเองได้นานขึ้น
- การจัดการแรงงานและต้นทุนมนุษย์
สังคมไทยให้การยอมรับการนำเข้าแรงงานทักษะสูง และร้อยละ 64.3 ยอมรับการให้โอกาสเด็กที่เกิดและโตในไทยแต่ไม่มีสัญชาติไทยให้เป็นกำลังสำคัญของประเทศ
ในอนาคตอันใกล้ เรากำลังเดินเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ ‘เราจะหยุดการเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างไร’ แต่คือ เราจะออกแบบสังคมอย่างไรให้คนทุกวัยได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ’
เมื่อคนเกิดน้อยไม่ใช่จุดจบ และความสูงวัยไม่จำเป็นต้องหมายถึงความเปราะบางเสมอไป
อนาคตประชากรไทยจึงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขที่เปลี่ยนไป แต่คือโจทย์ร่วมของสังคมที่ต้องคิดและลงมือออกแบบไปด้วยกัน
























