เข้าใจความหมายที่แท้จริงของ ‘การุณยฆาต’ ถอดบทเรียนจากวิชา ‘การุณยฆาตเคลื่อน’ ในงาน Death Fest 2026

คุณคิดว่า ‘การุณยฆาต’ คืออะไร และจะดีกว่าหรือไม่ ถ้าวันหนึ่งบุคลากรทางการแพทย์สามารถให้ความช่วยเหลือในการยุติความทุกข์ ทรมานทางที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตผู้ป่วยได้เร็วขึ้นอีกสักหน่อย ให้ใครสักคนได้จากไปในวันที่เขาได้เลือกและตัดสินใจมาอย่างดีแล้ว

มนุษย์ต่างวัยนำส่วนหนึ่งจากเวทีเสวนา Old School ภาคทฤษฎี วิชา ‘การุณยฆาตเคลื่อน’ จากงาน Death Fest 2026 : re-member ก่อน-แก่-เจ็บ-ตาย ที่จัดขึ้น ณ IMPACT Exhibition Hall 6 เมื่อวันที่ 13-15 มีนาคม 2569

ร่วมแลกเปลี่ยนโดย นพ.อดิศร โวหาร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ครอบครัว, พญ.อิสรีย์ ศิริวรรณกุลธร แพทย์ชำนาญการ โรงพยาบาลนครพิงค์ และเจ้าของนามปากแซมม่อน (Sammon) และ เอกภพ สิทธิวรรณธนะ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ดำเนินรายการโดย ปิญชาดา ผ่องนพคุณ Death Planner นักวางแผนการตายดี และผู้ก่อตั้ง Baojai Family

การุณยฆาตคืออะไร ?

การุณยฆาต (Euthanasia) ในสมัยก่อนจะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ การรุณยฆาตเชิงรุก (Active Euthanasia) การทำบางอย่างเพื่อช่วยให้คนไข้เสียชีวิต และการุณยฆาตเชิงรับ (Passive Euthanasia) คือการไม่ทำหรือถอดถอนการช่วยเหลือ เช่น ไม่ปั๊มหัวใจ ไม่ใส่ท่อช่วยหายใจ แต่ปัจจุบันวงการจริยธรรมการแพทย์ พยายามลบคำว่า Passive Euthanasia ออกไปแล้ว เพราะวัตถุประสงค์ในการทำมันไม่ตรงกับสิ่งที่ควรจะเป็นและอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด เพราะ Active Euthanasia มีวัตถุประสงค์ในการช่วยให้ผู้ป่วยจบชีวิต เพื่อยุติความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้น แต่ Passive Euthanasia มันคือการอนุญาตให้ความตายเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่รบกวนคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

หลายประเทศจะมีคำเรียกแตกต่างกันไป เช่น ในสหรัฐอเมริกา เรียกว่า Dying With Dignity ในแคนาดาใช้คำว่า Medical Assistance in Dying หรือ MAID ส่วนในออสเตรเลีย เรียกว่า Voluntary Assisted Dying

บทเรียนจากแคนาดา

ผู้ที่ขอทำ Medical Assistance in Dying (MAID) ในประเทศแคนาดา จะต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด ประกอบด้วย

  • ต้องมีสิทธิการรักษาในแคนาดา
  • ต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป และในขณะที่ตัดสินใจผู้ป่วยมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน สามารถพูดคุย สื่อสาร และแสดงเจตจำนงได้อย่างชัดเจน
  • ต้องเป็นโรคร้ายแรงที่รักษาไม่หาย เช่น โรคมะเร็งระยะท้าย หรือโรคที่ทำลายคุณภาพชีวิต ที่ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถทำกิจกรรมที่เคยทำ หรือใช้ชีวิตตามปกติได้ จนผู้ป่วยรู้สึกหมดคุณค่า เช่น ไขสันหลังขาด หรือตาบอดจากอุบัติเหตุ
  • ต้องผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ 2 คน เพื่อยืนยันว่าผู้ป่วยไม่ได้ถูกกดดันจากครอบครัวหรือสังคม และได้เข้าถึงทางเลือกในการรักษาอื่น ๆ เช่น Palliative Care อย่างเต็มที่แล้ว

ในแคนาดาสิทธิในการร้องขอทำการุณยฆาตจะขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ป่วยเป็นหลัก คำคัดค้านของญาติจะไม่มีผล หากผู้ป่วยตัดสินใจและให้ความยินยอมแล้ว

ทางเลือกก่อนไปถึง ‘การุณยฆาต’

ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับการการุณยฆาต (Active Euthanasia) แต่มีกฎหมายที่รองรับสิทธิในการ ‘ตายดี’ ตามธรรมชาติ

  • การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care): การดูแลที่มุ่งเน้นการจัดการอาการปวดและความทุกข์ทรมาน เพื่อให้ผู้ป่วยและครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด โดยไม่เร่งและไม่ยื้อการตาย แต่เป็นการยอมรับความตายตามธรรมชาติ เป็นการดูแลพิเศษที่เสริมจากกระบวนการรักษาหลัก เช่น ผู้ป่วยถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง ก็จะต้องรักษาด้วยการให้ยามุ่งเป้า ฉายแสง ทำคีโมบำบัด แต่ระหว่างกระบวนการรักษาก็เกิดความทุกข์ขึ้นมา เช่น ผู้ป่วยนอนไม่หลับ มีอาการเหนื่อย หรือปวดจากก้อนมะเร็ง หรือผู้ป่วยใช้ชีวิตคนเดียว ไม่มีคนมาโรงพยาบาล ซึ่งปัญหาเหล่านี้หมอที่ทำการรักษาหลัก อาจช่วยไม่ได้ทั้งหมด
  • พรบ. สุขภาพแห่งชาติมาตรา 12: ให้สิทธิบุคคลในการทำหนังสือแสดงเจตนา (Living Will) ในการปฏิเสธการรักษาที่ทำเพื่อยื้อการตายในวาระสุดท้าย
  • สิทธิในการปฏิเสธ: ผู้ป่วยสามารถเลือกที่จะไม่ใส่ท่อช่วยหายใจ หรือถอดถอนเครื่องช่วยชีวิต (Withdraw/Withhold) เพื่ออนุญาตให้ร่างกายจากไปตามธรรมชาติได้ ซึ่งทีมประคับประคองในไทยสามารถทำได้ตามความประสงค์ของผู้ป่วย

ความท้าทายที่ทำให้ไทยยังไปไม่ถึง

การขับเคลื่อนเรื่องการุณยฆาตในไทยยังมีอุปสรรคสำคัญ ได้แก่

  • ระบบการดูแลที่ยังไม่ทั่วถึง: ทรัพยากรและบุคลากรด้าน Palliative Care ในไทยยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด
  • ค่านิยมครอบครัว: ในสังคมไทยครอบครัวมีส่วนอย่างมากในการตัดสินใจทางการแพทย์ บ่อยครั้งที่ญาติขอให้หมอทำการยื้อชีวิตต่อ ถึงแม้ว่าผู้ป่วยจะแสดงเจตนาปฏิเสธไว้แล้ว
  • ความเชื่อและศาสนา: ความกังวลว่าการการุณยฆาตเท่ากับการฆ่าตัวตายหรือผิดหลักศาสนา ซึ่งตรงจุดนี้จะต้องมีการพูดคุย หารือร่วมกันในทุก ๆ ภาคส่วน เพื่อนิยามความเข้าใจเรื่องการทำการุณยฆาตให้ตรงกันว่าทำได้มากน้อยแค่ไหน

3 สิ่งที่ต้องการในการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อการ ‘ตายดี’

1.ความสุขในวาระสุดท้าย: เราต้องการคุณภาพชีวิตในช่วงวาระสุดท้าย ซึ่งทุกภาคส่วนพยายามสนับสนุนให้เกิดขึ้น

2.ยุติความทรมานในวาระสุดท้าย: ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจน หรือชัดเจนสำหรับบุคลากรแค่เพียงบางกลุ่มว่า การถอดถอนเครื่องพยุงชีพ เราต้องขยายความในทางให้ชัดเจนว่า ‘การยุติการทรมาน’ คืออะไร ทำคู่มือเพื่อสื่อสารทั้งในทางการแพทย์และการสื่อสารให้คนทั่วไปได้เข้าใจ

3.การช่วยยุติชีพ หรือ Medical Assistance in Dying (MAID): เราต้องพัฒนากฎหมายเพื่อปลดล็อก และพัฒนาระบบบริการให้เกิดขึ้น โดยมีความรู้ ความเข้าใจ และงานวิจัยรองรับ สังคมต้องพูดคุยกันเพื่อให้เกิดการ Assisted Dying โดยต้องอยู่คู่กันไปกับระบบ Paliative Care

‘การุญเคลื่อน’ เคลื่อนสังคมไทยไปสู่ความตายที่มีระบบกรุณา

1.เคลื่อนใจหรือความคิด

เคลื่อนจากความไม่รู้ ความไม่กล้าที่จะพูดคุยเรื่องความตายไปสู่การเรียนรู้ การเพิ่มศักยภาพ ของตัวเอง และคนรอบข้างให้ดูแลการตายได้ เราเรียกสิ่งนี้ว่า ‘Death Literacy’ เพื่อเลือกการตายที่ดีที่สุดให้ตัวเอง ครอบครัว รวมทั้งคนในชุมชน

2.เคลื่อนวาจา

คำว่า ‘การุณยฆาต’ เป็นคำที่ใช้สื่อสารกับคนส่วนใหญ่ให้เข้าใจ แต่ก็มีบุคลากรทางสุขภาพและคนที่ไม่สบายใจที่จะให้มีการเรียกร้องสิ่งนี้ให้เกิดขึ้น เพราะมันเป็นคำที่ดูหมิ่นเหม่ เราเลยเสนอให้เปลี่ยนคำว่า ‘การุณยฆาต’ ให้มีความเป็นกลางมากขึ้น เช่น การยุติชีพโดยที่ผู้ป่วยสมัครใจ มีคำหลายคำให้เลือก เช่น Assisted Dying หรือ MAID รวมทั้งเปลี่ยนนิยามในทางกฎหมายด้วย

3.เคลื่อนกาย

ลงมือทำและเรียนรู้ เช่น เรียนรู้เรื่องการตายดี การบริบาลระยะท้าย เพื่อไปบอกต่อ ไปดูแลคนรอบข้าง ผลักดันกฎหมายรัฐธรรมนูญให้รับรองสิทธิการตายดีให้เป็นสิทธิพื้นฐาน ผลักดันพรบ.สุขภาพแห่งชาติ ให้รับรองสิทธิการตายดีด้วย และผลักดันพรบ.คุ้มครองแรงงานให้รับรองสิทธิในการลาไปดูแลหรือลาไปบอกลา ซึ่งขณะนี้กำลังรอการพิจารณาอยู่

ในวันที่กฎหมายยังไม่อนุญาตให้เราจัดการเรื่องความตายได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยเราก็เลือกได้ว่า จะใช้ชีวิตในช่วงสุดท้ายแบบไหน ไม่ให้เป็นแค่การรอคอยวันที่จะจากไป แต่เป็นช่วงเวลาที่เรายังคงรู้สึกถึงความหมายบางอย่างในการมีอยู่ของตัวเอง และความทุกข์ที่เรากำลังเผชิญอยู่อาจน้อยลงบ้าง ถ้าเราเริ่มจากการให้ความกรุณากับตัวเอง และอยู่กับทุกความรู้สึกด้วยการยอมรับและความเข้าใจ

Credits

Author

ถึงจะต่างวัยแต่ก็
อยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ